โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา ยกระดับ Patient Experience รับการเติบโต EEC

โรงพยาบาลพญาไทศรีราชาเดินหน้ายกระดับศักยภาพทางการแพทย์ เทคโนโลยี พื้นที่ให้บริการ และระบบดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Patient Experience” มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้รับบริการในทุกจุดสัมผัส พร้อมขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยและความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตอกย้ำเป้าหมายการเป็น “ศูนย์กลางด้านสุขภาพชั้นนำของภาคตะวันออก”

ตลอดระยะเวลากว่า 31 ปี โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา เติบโตเคียงข้างชุมชนศรีราชาและภาคตะวันออกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2538 จากโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่ สู่การเป็นโรงพยาบาลที่มีบทบาทสำคัญในการรองรับผู้รับบริการทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ผู้บริหาร นักลงทุน และบุคลากรจากหลากหลายประเทศที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในพื้นที่ EEC

นพ.ชาญชัย ลี้สมประสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลให้บริการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพ พยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้สนับสนุนการวินิจฉัยและการรักษา  “เป้าหมายสำคัญของเราคือการส่งมอบการรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในทุกช่วงวัย รวมถึงการเป็น Partner for Life หรือพันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลผู้รับบริการในทุกช่วงของชีวิต” นพ.ชาญชัย กล่าว

สำหรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การลงทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนชาวต่างชาติขนาดใหญ่ การขยายตัวดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในกลุ่มประชาชนทั่วไป ผู้บริหาร นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Expats) ตลอดจนผู้รับบริการจากประเทศเพื่อนบ้าน โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา จึงเร่งพัฒนามาตรฐานการรักษาและระบบบริการให้สามารถรองรับผู้รับบริการในระดับสากล พร้อมเสริมศักยภาพในการรักษาโรคเฉพาะทาง โรคที่มีความซับซ้อน และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่ในระยะยาว

นพ.ชาญชัย กล่าวต่อว่า พฤติกรรมของผู้รับบริการในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะการรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังมองหาการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การรักษาโรคที่มีความซับซ้อน และการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น โรงพยาบาลจึงเดินหน้ายกระดับ “Patient Experience” ให้ครอบคลุมทั้งผลลัพธ์ทางการรักษาและประสบการณ์ของผู้รับบริการในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่การเดินทางมาถึงโรงพยาบาล การต้อนรับ การลงทะเบียน การเข้ารับการตรวจ การรักษา การพักฟื้น ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา การพัฒนาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงอาคารหรือพื้นที่ให้บริการ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การดูแลสุขภาพใหม่ทั้งระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความอุ่นใจ และความประทับใจตลอดเส้นทางการรักษา

สำหรับแนวคิด Patient Experience ของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชาถูกพัฒนาผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1.Physical Touchpoint ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและพื้นที่ให้บริการ ภายใต้แนวคิด Healing Environment เพื่อช่วยลดความวิตกกังวล และสนับสนุนการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจของผู้รับบริการ 2.Human Touchpoint คือการบริการด้วยหัวใจในรูปแบบ Superior Thai Hospitality โดยให้ความสำคัญกับความเข้าใจ ความใส่ใจ และการดูแลผู้รับบริการอย่างอบอุ่นในทุกขั้นตอน และ 3.Clinical Touchpointเป็นการเชื่อมโยงมาตรฐานการแพทย์ระดับสากล เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้กระบวนการรักษามีความต่อเนื่อง ราบรื่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการและครอบครัว

ในด้านการออกแบบพื้นที่ โรงพยาบาลได้นำแนวคิด Healing Environment มาใช้ โดยมองว่ากระบวนการรักษาควรเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้รับบริการก้าวเข้ามาภายในโรงพยาบาล การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของ “วังพญาไท”ถ่ายทอดผ่านเส้นสายการออกแบบ วัสดุโทนอบอุ่น แสงธรรมชาติ และการจัดพื้นที่ที่คำนึงถึงความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นโถงต้อนรับ ห้องตรวจ พื้นที่พักคอย หรือห้องพักผู้ป่วย ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้ช่วยลดความรู้สึกตึงเครียด และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนและการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ

 

หนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สะท้อนการยกระดับ Patient Experience คือ Platinum Lounge และ Platinum Ward บริเวณชั้น 12 ซึ่งได้รับการปรับโฉมให้มีความทันสมัย สง่างาม และเป็นส่วนตัวมากขึ้น ภายใน Platinum Lounge ประกอบด้วยพื้นที่รับรอง มุมทำงาน และโซนอาหารว่าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้รับบริการและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่เข้ารับบริการ

ขณะที่ Platinum Ward ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่พักรักษาระดับพรีเมียม มีห้องพักรวมทั้งหมด 24 ห้อง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Platinum Gold จำนวน 19 ห้อง เป็นห้องพักแบบ City View มองเห็นทัศนียภาพของเมือง อัตราค่าห้องพัก 12,100 บาทต่อคืน Platinum Diamond จำนวน 5 ห้อง เป็นห้องพักแบบ Sea View มองเห็นทัศนียภาพของทะเล อัตราค่าห้องพัก 25,000 บาทต่อคืน ห้องพักทุกประเภทให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพักฟื้น เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวรู้สึกผ่อนคลายตลอดระยะเวลาที่พักรักษาตัว

นพ.ชาญชัย กล่าวว่า โรงพยาบาลไม่ได้มอง Platinum Lounge และ Platinum Ward เป็นเพียงห้องรับรองหรือห้องพักระดับพรีเมียม แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลสุขภาพ ซึ่งต้องช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีควบคู่ไปกับมาตรฐานและผลลัพธ์ทางการรักษา ปัจจุบันโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 1 และโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 2 มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยรวมมากกว่า 370 เตียง เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของประชาชนในพื้นที่ EEC ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาโรคเฉพาะทางหรือโรคที่มีความซับซ้อน เมื่อรวมศักยภาพของเครือโรงพยาบาลพญาไทในพื้นที่ศรีราชาและบ่อวิน ปัจจุบันสามารถรองรับผู้ป่วยได้รวม 429 เตียง และมีแผนขยายกำลังการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ในระยะที่ 2 จะเพิ่มศักยภาพเป็น 529 เตียง และระยะที่ 3 จะเพิ่มเป็น 629 เตียง เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากร ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC พร้อมวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ของภาคตะวันออกในระยะยาว

นอกเหนือจากการพัฒนาพื้นที่และขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วย โรงพยาบาลพญาไทศรีราชายังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Care แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ผู้รับบริการแต่ละรายมีสุขภาพ ความเสี่ยง วิถีชีวิต และความต้องการแตกต่างกัน การวางแผนดูแลจึงไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันกับทุกคน โรงพยาบาลจึงนำข้อมูลของผู้รับบริการแต่ละรายมาใช้ประกอบการวางแผน ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย การรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะทาง และโรคซับซ้อน ไปจนถึงการฟื้นฟูและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่การทำงานร่วมกันของทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพยังช่วยให้โรงพยาบาลสามารถออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ลดความซ้ำซ้อนในการดูแล และช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจแผนการรักษาของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจุบันโรงพยาบาลพญาไทศรีราชามีศูนย์การแพทย์และคลินิกเฉพาะทางที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพของผู้รับบริการทุกช่วงวัย อาทิ ศูนย์หัวใจ ศูนย์สมองและระบบประสาท ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ศูนย์สุขภาพหญิง ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา ศูนย์ศัลยกรรม และศูนย์ทันตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งมีบทบาทในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การประเมินความเสี่ยง และการวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว โรงพยาบาลมีเป้าหมายเชื่อมโยงการทำงานของศูนย์การแพทย์ต่าง ๆ ให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ระหว่างการรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสุขภาพหลังการรักษา

ทั้งนี้ โรงพยาบาลพญาไทศรีราชามุ่งก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านสุขภาพชั้นนำของภาคตะวันออก” ผ่านการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ บุคลากร เทคโนโลยี พื้นที่ให้บริการ และระบบประสบการณ์ของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลตั้งเป้ารองรับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ EEC รวมถึงผู้บริหาร นักลงทุน ชุมชนชาวต่างชาติ และผู้รับบริการจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสนับสนุนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น Medical Hub ระดับภูมิภาค พร้อมตอกย้ำบทบาท “Partner for Life” ที่ไม่ได้หมายถึงการดูแลผู้รับบริการเฉพาะในวันที่เจ็บป่วย แต่หมายถึงการพร้อมอยู่เคียงข้างและดูแลสุขภาพในทุกช่วงของชีวิต” นพ.ชาญชัย กล่าวสรุป

Share this post