บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด (BEAUTRIUM) เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการบิวตี้เมืองไทย ล่าสุดจัดงาน “BEAUTRIUM Asian Beauty Fest 2026″ รวบรวมแบรนด์ความงามชั้นนำและแบรนด์ดาวรุ่งจากเอเชียกว่า 30 แบรนด์ จากประเทศไทย เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น ตอกย้ำบทบาทของ BEAUTRIUM ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกความงามแนวหน้าที่เล็งเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการ Asian Beauty พร้อมนำเสนอแบรนด์เอเชียชั้นนำ ทั้งแบรนด์ยอดนิยม แบรนด์ที่กำลังเป็นกระแส และแบรนด์น้องใหม่ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เลือกซื้อก่อนใคร ในจังหวะที่ตลาด Beauty & Personal Care ของไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
งาน BEAUTRIUM Asian Beauty Fest 2026 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์เอเชียในฐานะหนึ่งในพลังสำคัญที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมความงามโลก ด้วยแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง ทั้งในกลุ่มสกินแคร์ เมคอัพ กันแดด และบอดี้แคร์ ทั้ง K-Beauty (เกาหลีใต้), J-Beauty (ญี่ปุ่น), C-Beauty (จีน) และ T-Beauty (ไทย) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคา แต่ขยายไปสู่คุณภาพสินค้า นวัตกรรม ส่วนผสมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และความสามารถในการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ในระดับสากลโดย BEAUTRIUM เผยว่าหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคทั่วโลกเปิดใจรับแบรนด์ใหม่จากเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ชัดเจน มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และให้ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพ ส่งผลให้ Asian Beauty ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงเทรนด์ภูมิภาค สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมความงามโลก และเป็นหมวดหมู่ที่ยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางในภาพรวมของไทย ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก มีมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท และประเมินว่าภาพรวมตลาดในปี 2568-2569 มีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าแตะระดับประมาณ 1.8 แสนล้านบาทในปี 2568 และ 2 แสนล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโต 13.2% และ 12.3% ตามลำดับ ทั้งยังระบุว่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศมีสัดส่วนราว 78% ของตลาดรวม คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2568 และ 1.6 แสนล้านบาทในปี 2569 สะท้อนว่าความต้องการด้านความงามภายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม
จับตาบทบาท “Global Trendsetter” ของตลาดบิวตี้เอเชีย
นอกจากนี้ BEAUTRIUM ยังเผยว่าในปี 2569วงการบิวตี้เอเชียไม่ได้รอเทรนด์ใหม่ ๆ จากโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดเทรนด์และผู้สร้างปรากฏการณ์ความงามใหม่ ๆ ที่เป็นกระแสไปทั่วโลก สอดรับกับปรากฏการณ์ “Asia Rising”
ที่เทรนด์จากเอเชียเริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแต่ละชาติมีจุดเด่น เทรนด์ และนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง T-Beauty, C-Beauty, K-Beauty และ J-Beauty ที่ต่างผลัดกันสร้างมาตรฐานและนิยามความงามใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วโลก โดย BEAUTRIUM วางบทบาทของตนในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านความงามที่นำอิทธิพลของทุกชาติมารวมไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้บริโภคไทยเข้าถึงเทรนด์ความงามที่ดีที่สุดของเอเชียได้ครบทุกมิติ
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตของตลาดความงามไทยไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มอง ‘ความงาม‘ เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการแสดงตัวตน ทุกวันนี้ผู้บริโภคไทยทดลองแบรนด์ใหม่เร็วขึ้น เปิดรับผลิตภัณฑ์จากหลายประเทศมากขึ้นและตัดสินใจซื้อจากทั้งคุณภาพสินค้า รีวิวบนโซเชียลมีเดีย ประสบการณ์หน้าร้าน ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือของช่องทางจำหน่าย สิ่งนี้ทำให้ร้านค้าปลีกความงามต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นจุดขาย แต่ต้องเป็นผู้คัดสรรเทรนด์ เป็นพื้นที่ให้ทดลองสินค้า และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค”
ปัจจุบัน BEAUTRIUM มีสาขารวม 106 แห่งทั่วประเทศ และมีสัดส่วนแบรนด์ภายในร้านที่สะท้อนการเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจด้านความงามแบบเอเชียอย่างชัดเจน แบ่งเป็นแบรนด์ไทย 45% และแบรนด์จากต่างประเทศ 55% นำทัพโดยแบรนด์เกาหลี แบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์จีน ขณะที่แบรนด์ไทยภายในร้านครอบคลุมหลายหมวดหมู่สำคัญ ทั้งสกินแคร์ บอดี้แคร์ เมคอัพ ซันแคร์และกลุ่มสินค้าอื่น ๆ สะท้อนศักยภาพของ T-Beauty ที่ยังมีพื้นที่เติบโตควบคู่ไปกับแบรนด์นำเข้า
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี เล่าถึงจุดแข็งสำคัญของ BEAUTRIUM ว่า “BEAUTRIUM มีศักยภาพในการคัดสรรแบรนด์และนำเข้าสินค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็วก่อนใคร พร้อมนำเสนอความหลากหลายของเทรนด์ความงามจากทั่วเอเชียให้แก่ผู้บริโภคไทยอย่างครบวงจรโดย Asian Beauty ในปัจจุบันขับเคลื่อนตลาดผ่าน 4 แกนสำคัญ ได้แก่ เทรนด์ความงาม (Trends), นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Innovation), ฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Function) และส่วนผสม (Ingredients) อาทิ เทรนด์การแต่งหน้าของผู้บริโภคในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจาก C-Beauty อย่างดอลลี่อายในลุคโต่วอิน ขณะที่ด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Innovation) จากประเทศจีนมีผลิตภัณฑ์ไวรัลอย่างมาสคาร่าแท่งเหล็กและขนตาปลอมจับช่อที่เข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้บริโภค
ส่วน K-Beauty ยังคงเป็นผู้นำในการพัฒนาสินค้าด้านฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Function) ที่พลิกโฉมประสบการณ์การใช้งาน ให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง Toner Pad, Cleansing Balm, Hair Mist และ Serum Mist ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการดูแลผมและผิวขณะเดียวกันส่วนผสม (Active Ingredients) มาแรงอย่าง PDRN และ Microbiome จากเกาหลีใต้ที่เติบโตถึง 580% ได้กลายมาเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการสกินแคร์และตลาดความงามไทยในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว”

ในปี 2569 BEAUTRIUM เดินหน้ากลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าใน 106 สาขาทั่วไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานลูกค้ากว้างและต้องการตัวเลือกเครื่องสำอางที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันฐานสมาชิกของ BEAUTRIUM ในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตของฐานลูกค้าประจำ และพลังของระบบสมาชิกในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
นอกจากนี้ BEAUTRIUM ยังตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำด้าน Asian Beauty ด้วยการนำแบรนด์ดาวรุ่งจากทั่วเอเชียมาเปิดตัวสู่ผู้บริโภคชาวไทยเป็นที่แรก ผ่านกลยุทธ์ “First at BEAUTRIUM” ที่มุ่งคัดสรรแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่จากทั่วเอเชียให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ค้นพบก่อนใคร
ขณะเดียวกัน BEAUTRIUM ยังเดินหน้าสร้างความแตกต่างผ่านกลยุทธ์ “Exclusive at BEAUTRIUM” ด้วยการนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ความงามที่มีวางจำหน่ายเฉพาะที่ BEAUTRIUM เท่านั้น มอบประสบการณ์การค้นพบสินค้าพิเศษที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่อื่น

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ FAN BEAUTY ซึ่งเป็นแบรนด์จากเซเลบริตี้ตัวแม่ในตำนานจากประเทศจีนอย่างคุณฟ่านปิงปิงที่มาเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยกับ BEAUTRIUM รวมถึงแบรนด์สัญชาติไทยขวัญใจคนยุคใหม่อย่าง BITCHWITHBRAIN (BWB) นอกจากนี้ยังมี Bioheal BOH แบรนด์ดังจากเกาหลีที่ได้รับความนิยมสูงในร้านOlive Young ประเทศเกาหลี มาร่วมเปิดตัวภายในงานด้วย ตอกย้ำความสามารถของ BEAUTRIUM ในการคัดสรรแบรนด์ที่มีศักยภาพและนำเทรนด์เข้าสู่ตลาดไทยได้อย่างรวดเร็ว
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี กล่าวว่า “ผู้เล่นหลักในตลาดบิวตี้เอเชียจะมีแนวทางที่โดดเด่นแตกต่างกันไป สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและวัฒนธรรมความงามเฉพาะของแต่ละประเทศ โดย C-Beauty หรือความงามจากจีนโดดเด่นในกลุ่มเมคอัพที่เน้นการสร้างมิติบนใบหน้า (Dimension Makeup) ด้วยการแต่งหน้าที่มีความคอนทราสต์สูงโดยเน้นใช้การไฮไลต์และคอนทัวร์เพื่อสร้างโครงหน้าที่โดดเด่น ส่วน K-Beauty ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มสกินแคร์และงานผิว โดยขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ Glass Skin หรือผิวฉ่ำวาว ดูสุขภาพดีจากภายใน ควบคู่กับการเติบโตของส่วนผสมและนวัตกรรมสกินแคร์ใหม่ ๆ ที่เน้นการฟื้นบำรุงและเสริม Skin Barrier ส่วน J-Beauty มีเอกลักษณ์ด้านความเรียบง่ายและความงามที่ดูเป็นธรรมชาติ (Effortless Beauty) มักนิยมลุค Natural Makeup ที่เผยผิวสุขภาพดี ผิวเรียบเนียน เปล่งปลั่ง และการแต่งหน้าที่เสริมจุดเด่นอย่างพอดี ภายใต้แนวคิด “Less is More” ขณะที่ T-Beauty มีเทรนด์ความงามที่ผสานประสิทธิภาพการใช้งานเข้ากับความเหมาะสมต่อสภาพอากาศเขตร้อน โดยเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์คุมมัน กันน้ำ กันเหงื่อ ติดทนยาวนาน และในด้านเมคอัพ T-Beauty ยังสะท้อนเอกลักษณ์ผ่านลุค Thai Soft Glam ที่เน้นงานผิวสุขภาพดี การแต่งตาให้คมชัดและคิ้วฟูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นลุคที่ผสมผสานความละมุนแบบเอเชียเข้ากับความโดดเด่นที่เหมาะกับโครงหน้าของคนไทย ส่งผลให้ได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดต่างประเทศ
เราเชื่อว่า Asian Beauty จะยังเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยและทั่วโลกในปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่มากขึ้น และมองหาสินค้าที่มีทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า และตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน งานครั้งนี้จึงเป็นทั้งเวทีรวมเทรนด์ใหม่ ๆ พร้อมนำเสนอแบรนด์ที่น่าจับตาให้ผู้บริโภคได้สัมผัสความงามจากเอเชียแบบครบทุกเทรนด์”
นอกจากนั้นสายบิวตี้ยังสามารถพบกับโปรโมชันพิเศษ 7วันและกิจกรรมมากมายภายในงาน BEAUTRIUM ASIAN BEAUTY ตั้งแต่ 23-29 มิถุนายน 2569

