<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>finbiz by ttb</title>
	<atom:link href="https://www.businessownertv.com/tag/finbiz-by-ttb/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.businessownertv.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Oct 2024 17:38:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.1</generator>

<image>
	<url>https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2022/10/cropped-Business-Owner-TV-32x32.jpg</url>
	<title>finbiz by ttb</title>
	<link>https://www.businessownertv.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>finbiz by ttb ส่องเศรษฐกิจโลก 2025 : ความท้าทายที่ SME ไทยต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจ</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/18636/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 17:38:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[finbiz by ttb]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=18636</guid>

					<description><![CDATA[ปี 2025 การค้าโลกและเศรษฐกิจไทยมีทั้งความท้าทายและโอกาส [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2025 การค้าโลกและเศรษฐกิจไทยมีทั้งความท้าทายและโอกาส <strong>finbiz by ttb</strong> จึงขอฉายภาพเศรษฐกิจภาพใหญ่ และเจาะความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจีนที่ส่งผลต่อการค้าโลกและการค้าของไทย มาอัปเดตให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะในภาคนำเข้า-ส่งออก จับตามองและเตรียมพร้อมรับมือ</p>
<p><strong>3 ภาพใหญ่เศรษฐกิจโลกปี 2025</strong></p>
<p><strong>1.Steady but Slow</strong> เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น มีแนวโน้มเติบโตช้าลง ในขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียนยังเห็นศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่</p>
<p><strong>2.New Easing Cycle</strong> เงินเฟ้อทั่วโลกทยอยปรับตัวลง กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลก เริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ไปเมื่อเดือนกันยายน ส่งสัญญาณการปรับลดต้นทุนทางการเงิน และคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะยังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปี 2025</p>
<p><strong style="font-size: 14px; color: var(--c-contrast-800);">3.Geopolitical Risks</strong><span style="font-size: 14px; color: var(--c-contrast-800);"> นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศที่ต่างกันระหว่างผู้สมัครเลือกตั้งสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกที่ต่างกันไป รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังจะยืดเยื้อต่อไป</span></p>
<p><strong>โอกาสและความท้าทายของประเทศไทย</strong></p>
<p>สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2025 คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวิกฤตต่าง ๆ ไปแล้ว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยวิเคราะห์ในแต่ละภาคส่วน ดังนี้</p>
<p><strong>ภาคการบริโภคในประเทศ</strong> ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60% ของจีดีพี ยังเห็นโมเมนตัมการเติบโต อย่างไรก็ตามสิ่งที่อาจต้องพิจารณาเพิ่มคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง อาจลดทอนการบริโภคกลุ่มสินค้าคงทน</p>
<p><strong>ภาคการท่องเที่ยว</strong> คิดเป็นสัดส่วนถึง 12% ของจีดีพี ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะถึง 35 ล้านคนในปีนี้ และมีแนวโน้มที่จะเป็น 38 ล้านคนได้ในปี 2025 แต่ประเด็นที่น่าติดตามคือ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยมีเพียง 60% เมื่อเทียบกับก่อนช่วงโควิด ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่นับชาวจีนมีจำนวนใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด</p>
<p><strong>ภาคการส่งออก</strong> ฟื้นตัวค่อนข้างดี ภาคการส่งออกยังเป็นตัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 2-3%</p>
<p><strong>ภาคการผลิต</strong> ยังเห็นการเติบโตในกลุ่มสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ ในขณะที่กลุ่มสินค้าคงทน เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เริ่มเห็นสัญญาณการหดตัว</p>
<p><strong>ภาคการลงทุน</strong> แม้ทุกวันนี้ต่างชาติจะหันไปลงทุนที่เวียดนามกันค่อนข้างมาก แต่การลงทุนในประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในทิศทางที่ดี โดยเติบโตประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โรงงานผลิต Data Center และ PCBs</p>
<p><strong>เตรียมพร้อมรับสถานการณ์การค้าแบบ </strong><strong>Dual Globalization</strong></p>
<p>สภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศในปี 2025 อาจถูกแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจนมากขึ้น จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เหมือนจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้สมัครจากรีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง กําแพงภาษีสินค้าจากจีนอาจถูกขยับเป็น 60% หรือ 4 เท่าจากของเดิม</p>
<p><strong>Dual Globalization</strong> หรือโลกที่แบ่งเป็นสองขั้วจากภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ การขยายตลาดและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในตลาดใหม่ ๆ โดยฝั่ง<strong>ยุทธศาสตร์สหรัฐฯ</strong> อาจมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับ อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม<strong> เ</strong>ข้ามาในห่วงโซ่สหรัฐฯ ส่วน<strong>ยุทธศาสตร์จีน</strong> มุ่งเน้นขยับขยายพื้นที่ไปยังประเทศกําลังพัฒนาอย่าง<strong>แอฟริกา ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันได้ขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนแทนสหรัฐอเมริกาแล้ว ส่งผลให้บทบาทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความสำคัญและน่าสนใจมากขึ้น จากการเป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกในยุคถัดไป</p>
<p><strong>มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น</strong></p>
<p>ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนได้รับแรงกดดันโดยเฉพาะจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้การจับจ่ายในจีนชะลอตัว ผู้คนเริ่มมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจลดลง รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วย 3 มาตรการคือ เพิ่มสภาพคล่องในระบบและปล่อยสินเชื่อกระตุ้นการลงทุน ผ่อนคลายเพื่อเพิ่มกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันแรงซื้อมีการชะลอตัวลงอย่างมาก และส่งสัญญาณฟื้นตลาดหุ้นจีนที่อยู่ในจุดตกต่ำที่สุดให้ทะยานขึ้นมา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และพยายามมุ่งเน้นใน <strong>อุตสาหกรรมใหม่สามประการ</strong> (เทคโนโลยี-พลังงาน-โมเดล) คือ พลังงานสะอาดโดยเฉพาะกลุ่มลิเธียม-ไอออนแบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีขั้นสูง AI นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ โมเดลธุรกิจแบบยั่งยืน มาเป็นเครื่องมือใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แม้ในปัจจุบันยังคงมีสัดส่วนราว 8% ของจีดีพีจีน แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จากการที่จีนมีแนวโน้มลดการอัดฉีดฝั่งอุปทานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วนใหญ่ถึง 30% ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไปอาจขยายตัวได้ราว 3-5% และไม่ได้เติบโตสูงอย่างที่เป็นมาในทศวรรษก่อน</p>
<p><strong>เทรนด์ธุรกิจ </strong><strong>2025 สิ่งต้องรู้สำหรับธุรกิจ SME</strong></p>
<p>ปี 2025 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ธุรกิจไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสใหม่ ๆ ที่รอให้เข้าไปคว้า ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด หรือการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก สำหรับ SME ต้องคำนึงถึงกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากแนวโน้มที่สำคัญ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>การค้าโลกมุ่งหน้าสู่เอเชีย</strong> การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งมีโอกาสในการเติบโตมากขึ้น SME ควรหันมามองหาการค้ากับประเทศในเอเชียเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ</li>
<li><strong>ปรับตัวให้ทันต่อการแยกตัวของห่วงโซ่อุปทาน</strong> การเกิดสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสูงขึ้นและมีมาตรฐานที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เช่น การใช้แนวคิด Go Green &amp; ESG ในการผลิตและการตลาด</li>
<li><strong>มาตรฐาน </strong><strong>ESG</strong> ที่เพิ่มขึ้น การใช้มาตรฐาน ESG จะกลายเป็นเรื่องสำคัญในธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้มาตรการทางการค้าจากประเทศตะวันตก SME ต้องเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก</li>
<li><strong>กลยุทธ์การบุกตลาด</strong></li>
</ol>
<ul>
<li><strong>ตลาดสหรัฐฯ และยุโรป</strong> หาช่องทางใหม่ในการส่งออก โดยเฉพาะจากสินค้าที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด</li>
<li><strong>ตลาดจีน</strong> ใช้โอกาสจากช่องทางแพลตฟอร์มจีนที่ธุรกิจไทยเข้าถึงได้ในการรุกตลาดจีนที่มีประชากรจำนวนมาก พัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน</li>
<li><strong>ตลาดอาเซียน</strong> ใช้ยุทธศาสตร์ที่ตั้งของไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน</li>
<li><strong>ตลาดใหม่ในเอเชียและอื่น ๆ</strong> ค้นหาโอกาสในตลาดที่กำลังเติบโต เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา</li>
</ul>
<ol start="5">
<li><strong>การสร้างความยืดหยุ่น </strong>เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้า</li>
</ol>
<p>ดังนั้นการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจจะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในเศรษฐกิจปี 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ รออยู่ SME ไทยต้องไม่หยุดนิ่ง เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ที่มา </strong><strong>:</strong>  ข้อมูลจากงาน ttb Global Trade &amp; FX Forum : The Future of Asia Economic Trends and Trade Challenges for Thailand 2025</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>finbiz by ttb แนะวิธีลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ  มุ่งสู่การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หนุนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/15791/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Sep 2024 11:03:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[finbiz]]></category>
		<category><![CDATA[finbiz by ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=15791</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบันแต่ละองค์กรกำลังให้ความสำคัญและตื่นตัวกับแนวคิด [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันแต่ละองค์กรกำลังให้ความสำคัญและตื่นตัวกับแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ตามกรอบ ESG โดยสิ่งหนึ่งที่สำคัญในมิติของสิ่งแวดล้อม คือการจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ เป็นอันดับแรก ด้วยการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก เพื่อคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  <strong>finbiz by ttb</strong> ขอนำเสนอแนวทางที่อาจทำให้ SME สามารถเริ่มต้นและจัดลำดับการจัดการได้ไม่ยาก โดยแบ่งเป็น 3 Scope ดังนี้</p>
<p><strong>เริ่มจาก </strong><strong>Scope </strong><strong>1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง </strong>จากกิจกรรมของธุรกิจเอง และมักมีผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด โดยสามารถแยกการวัดใน Scope นี้ออกเป็น</p>
<ul>
<li><strong>การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ที่อยู่กับที่ </strong>เช่น การผลิตไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำที่ใช้เองภายในองค์กร การเผาไหม้ของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่องค์กรเป็นเจ้าของ เช่น การเผาไหม้ของ Generator การเผาไหม้ LPG เพื่อปรุงอาหาร การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ โดยเก็บข้อมูลปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในแต่ละเครื่องจักรและอุปกรณ์ ใช้หน่วยเป็นลิตรหรือกิโลกรัม</li>
<li><strong>การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ที่มีการเคลื่อนที่</strong> เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากยานพาหนะที่องค์กรเป็นเจ้าของ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก รถโฟล์คลิฟท์ รถตัดหญ้า หรือยานพาหนะที่องค์กรมีอำนาจในการควบคุมปริมาณการใช้เชื้อเพลิง เช่น รถเช่า เรือ เครื่องบิน รถไฟ เฮลิคอปเตอร์ นำมารวมทั้งหมด การเก็บข้อมูลส่วนนี้ค่อนข้างง่าย เพราะปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีระบบจัดเก็บอยู่แล้วว่าแต่ละเดือนใช้เชื้อเพลิงไปกี่ลิตร</li>
<li><strong>การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกระบวนการผลิต</strong> ไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้โดยตรงจากเชื้อเพลิง แต่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการผลิต เช่น กระบวนการ Calcinations ของการผลิตปูนซีเมนต์</li>
<li><strong>การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการรั่วไหล และอื่นๆ </strong>เช่น การบำบัดน้ำเสีย หรือการรั่วไหลของสารทำความเย็น โดยสามารถดูได้จากการซ่อมบำรุง</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากของชีวมวล (ดินและป่าไม้)</strong> เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เช่น<br />
เอทานอล หรือไบโอดีเซล</li>
</ul>
<p><strong><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-15793" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-410x600.jpg" alt="" width="410" height="600" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-410x600.jpg 410w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-853x1250.jpg 853w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-109x160.jpg 109w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-150x220.jpg 150w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-450x659.jpg 450w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ-768x1125.jpg 768w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2024/09/info-ลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ.jpg 1024w" sizes="(max-width: 410px) 100vw, 410px" />โดย </strong><strong>Scope 1 </strong><strong>ธุรกิจสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong><strong>ได้เอง</strong> เช่น การเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรที่ลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  อาทิ การเปลี่ยนระบบ Heat recovery system, Cooling system การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบ Automation การเปลี่ยนหลอดไฟ LED เพื่อประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนยานพาหนะในองค์กรที่ใช้น้ำมันเป็นรถ EV เพื่อลดมลภาวะและประหยัดพลังงาน เป็นต้น</p>
<p><strong>Scope 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม </strong>จากการใช้พลังงานที่องค์กรซื้อหรือนำเข้ามา โดยที่องค์กรไม่ได้ผลิตเอง มีทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่ ไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน ความเย็น อากาศอัด สำหรับวิธีการเก็บข้อมูลสามารถดูได้จากใบเสร็จ เช่น บิลจากการไฟฟ้า ซึ่งใน Scope 2 มีทางเลือกหลากหลายที่ธุรกิจสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>การใช้พลังงานหมุนเวียน </strong>ด้วยการติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือซื้อพลังงานหมุนเวียน</li>
<li><strong>การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน </strong>เช่น เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน หรือปรับปรุงระบบจัดการพลังงาน</li>
<li><strong>การเพิ่มความรับรู้และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม </strong>การประหยัดพลังงานภายในองค์กร เช่น การฝึกอบรมและการสื่อสารเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน หรือทำโปรแกรมลดการใช้พลังงานให้พนักงานมีส่วนร่วม</li>
<li><strong>คอยตรวจสอบติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงาน </strong>พร้อมทั้งรายงานผลและตั้งเป้าหมาย</li>
<li><strong>ร่วมมือกับผู้ให้บริการพลังงาน </strong>เพื่อพัฒนาทางเลือกพลังงานที่สะอาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</li>
</ol>
<p><strong>Scope 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ </strong>โดยองค์กรภายนอกที่เกิดขึ้นในซัพพลายเชน ทั้งทางต้นน้ำและปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ การวัดและการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าการวัดใน Scope อื่น ๆ เพราะครอบคลุมการปล่อยก๊าซที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่ไม่อยู่ในความควบคุมโดยตรงขององค์กร โดยจำแนกออกเป็น</p>
<p><strong>ต้นน้ำ (</strong><strong>Upstream) ประกอบด้วย </strong>การผลิตสินค้าหรือบริการที่องค์กรซื้อมาใช้ การผลิตและการขนส่งสินค้าทุน กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน การขนส่งและการจัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบต้นน้ำมาถึงองค์กร การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมขององค์กร  การเดินทางเพื่อธุรกิจ การเดินทางไป-กลับของพนักงาน และสินทรัพย์ที่องค์กรเช่า</p>
<p><strong>ปลายน้ำ (</strong><strong>Downstream) ประกอบด้วย  </strong>การขนส่งและการจัดจำหน่ายสินค้าออกจากองค์กร การแปรรูปสินค้าที่องค์กรจำหน่าย การใช้ผลิตภัณฑ์โดยลูกค้า  การจัดการของเสียของสินค้าหลังการใช้งานหรือหมดอายุ การปล่อยเช่าสินทรัพย์ที่องค์กรเป็นเจ้าของ  กิจกรรมของแฟรนไชส์ที่องค์กรเป็นเจ้าของ และการลงทุนในกิจการหรือโครงการต่าง ๆ ซึ่งการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใน Scope 3 มีวิธีการหลัก ๆ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>การวางแผนและการประเมินผล </strong>ทำการวางแผนระยะยาว เพื่อลดการปล่อยก๊าซในซัพพลายเชน และการติดตามประเมินผล</li>
<li><strong>การให้ข้อมูลและการรายงาน </strong>การเก็บรวบรวมข้อมูลและการรายงานการปล่อยก๊าซใน Scope 3 อย่างโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการเผยแพร่ความสำเร็จและความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก​</li>
<li><strong>การมีส่วนร่วมของซัพพลายเชน </strong>ซึ่งต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้เช่าสินทรัพย์ เพื่อช่วยกันสนับสนุนให้หันมาปรับปรุงกระบวนการผลิต เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงการขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดทำโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน</li>
</ol>
<p><strong>ซึ่งปัจจุบันทาง</strong><strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก </strong><strong>บังคับให้มีการรายงาน </strong><strong>Scope 3 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</strong></p>
<p>ในการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร สามารถนำไปขึ้นทะเบียนที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยจะได้รับCertificate เพื่อรับรองว่าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ในแต่ละ Scope เป็นการแสดงถึงการตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และเพื่อหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงสามารถนำไปขึ้นทะเบียนเพื่อซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอน หรือทำการชดเชยคาร์บอนกับองค์กรอื่น ๆ ได้</p>
<p><strong>กิจกรรมในการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ </strong>ทุกองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นวาระของโลก และเป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งซัพพลายเชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม รวมถึงเป็นโอกาสในการเข้าถึง<a href="https://www.ttbbank.com/th/sustainability/environmental-sustainability/climate-finance">สินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</a> และสินเชื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น <a href="https://www.ttbbank.com/th/sme/sme-sustainable-and-sufficient-funding/sme-long-term-loan-fwb/sme-ttb-solar-rooftop-solution">สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</a> ได้อีกด้วย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
