<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยมหิดล</title>
	<atom:link href="https://www.businessownertv.com/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.businessownertv.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 04 Aug 2025 03:18:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2022/10/cropped-Business-Owner-TV-32x32.jpg</url>
	<title>มหาวิทยาลัยมหิดล</title>
	<link>https://www.businessownertv.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>60 ปีรามาธิบดี กับการขับเคลื่อนวงการแพทย์ไทยสู่เวทีสาธารณสุขโลก ด้วยพลังแห่งการ ‘ให้’</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/31562/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 03:13:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สัมภาษณ์พิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=31562</guid>

					<description><![CDATA[ครบวาระ 60 ปี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาล [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ครบวาระ 60 ปี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าก่อสร้างศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา และ อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เพื่อรองรับการให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและครบวงจรในอนาคต</strong></p>
<p><strong>ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์</strong> คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 ปัจจุบันคณะฯ กำลังจะครบวาระ 60 ปี ซึ่งหลังการจัดตั้ง ได้มีการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นอาคารหลักที่เปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2512 และยังคงใช้งานมาตลอด พร้อมทั้งมีการขยายอาคารเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีอาคารสำคัญ ได้แก่ อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ที่เปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2537 และอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ที่เปิดในปี พ.ศ. 2554 ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้มีการสร้างแคมปัสใหม่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คือ <strong>สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์</strong> ซึ่งถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ไร่ ที่อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ  และมีจำนวนเตียงผู้ป่วย 400 เตียง อีกทั้งในปี พ.ศ. 2567 ได้ก่อสร้าง<strong>ศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา</strong> และล่าสุดยังมีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ คือ <strong>อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี</strong></p>
<p>คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นหนึ่งในสถาบันไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่สามารถสร้างบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน ด้วยศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลและการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้โรงพยาบาลรามาธิบดีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถด้านการรักษาของประเทศไทยจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ผลงานวิจัยของคณาจารย์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของโลกอย่างต่อเนื่อง และผลลัพธ์จากการรักษาพยาบาลและการวิจัยเหล่านี้ยังถูกถ่ายทอดและนำมาพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต</p>
<p>นอกจากความร่วมมือด้านวิชาการทางการแพทย์แล้ว คณะฯ ยังมุ่งสร้างความเชื่อมโยงกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ การจัดการ และวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ จนเกิดเป็นหลักสูตร “แพทย์ไฮบริด” อาทิ “แพทย์นวัตกรรม” ขึ้น จากการผสมผสานหลักสูตรทั้งปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต เนื่องจากการรักษาพยาบาลในปัจจุบันต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก หากแพทย์ไม่เข้าใจหรือไม่สามารถบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็อาจไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้และตอบโจทย์ความต้องการของการแพทย์ยุคใหม่ได้ ดังนั้น การร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ จะช่วยให้คณะฯ สามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน ทำให้การทำงานของแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สำหรับส่วนของ <strong>อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่</strong> เหตุผลสำคัญที่ต้องสร้างอาคารใหม่ขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่เดิมไม่เพียงพอต่อการให้บริการ อีกทั้งอาคารหลักของโรงพยาบาลซึ่งก่อสร้างมากว่า 60 ปี แม้ในยุคนั้นจะถือเป็นอาคารสมัยใหม่ที่ออกแบบอย่างล้ำหน้า แต่ก็จะมีความยากลำบากในการปรับปรุงให้เข้ากับมาตรฐานปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นของอาคาร อาทิ มีพื้นที่ของอาคารกว่า 15 ไร่ เพื่อรองรับต่อความต้องการทางแพทย์ที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศไทย, ผสมผสานนวัตกรรมเอไอเพื่อนำเสนอ หรือการรักษาแบบจำเพาะ หรือ Personalized Medicine เพื่อจัดการการวินิจฉัย การรักษาที่เหมาะสมจำเพาะบุคคล อีกทั้งยังมีการออกแบบโรงพยาบาลเพื่อให้ผู้รับบริการมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนรอการเซ็นสัญญา และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้</p>
<p><strong>ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ </strong>กล่าวต่ออีกว่า เป็นที่เข้าใจกันดีว่าผู้ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมักจะประทับใจในทุกด้าน ยกเว้นปัญหาที่จอดรถที่หายาก ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเท่านั้นที่ประสบปัญหานี้ บุคลากรของเราก็เผชิญความยากลำบากเช่นเดียวกัน เนื่องจากโรงพยาบาลตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้ผ่านโดยตรง สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที ในปัจจุบัน <strong>เรากำลังดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาที่จอดรถ โดยได้ขอความร่วมมือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย</strong> ในการใช้พื้นที่จอดรถใต้ดินบริเวณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีที่จอดรถเพียงพอและยังไม่ค่อยมีผู้ใช้บริการมากนัก อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนในด้านราคาค่าบริการที่ค่อนข้างถูก เช่น จอดรถ 6 ชั่วโมงในราคาเพียง 50 บาท นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังจัดบริการรถรับส่ง (Shuttle Bus) จากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มายังโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยรถจะออกทุก 10-15 นาที และให้บริการฟรี คาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาที่จอดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-31564" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-800x532.jpg" alt="" width="800" height="532" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-800x532.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-1250x831.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-160x106.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-1024x681.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-1536x1022.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/08/S__182738957_0-2048x1362.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับในส่วนของมูลนิธิรามาธิบดีฯ นั้น <strong>พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ</strong> ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า มูลนิธิรามาธิบดีฯ มองภาพรวมการดูแลสุขภาพในเชิงระบบ (Ecosystem) ตั้งแต่การช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงการสนับสนุนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมในการดูแลผู้ป่วย อีกทั้งมูลนิธิยังมี โครงการทุนการศึกษารามาธิบดี สร้างโอกาสการรักษา สร้างบุคลากรการแพทย์ อีกทั้งโครงการวิจัยขั้นสูงที่มีความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งต้องการความยืดหยุ่นและการดำเนินงานที่รวดเร็ว อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ ทั้งการสร้างอาคารและการจัดหาเครื่องมือแพทย์กับ <strong>โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี</strong>  นอกจากนี้ มูลนิธิยังให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมการให้ในสังคมไทย ด้วยการสร้าง <strong>“ความหวัง”</strong> และ <strong>“ความเท่าเทียม”</strong> ในสังคม เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการแบ่งปันอย่างแท้จริงในทุกช่วงวัย  เพื่อปลูกฝังการให้เป็นรากฐานของสังคมไทย เพื่อสร้าง <strong>“สังคมแห่งการให้”</strong> อย่างแท้จริง</p>
<p>ซึ่งในโลกยุคออนไลน์และดิจิทัลแนวคิดเรื่อง <strong>“ความยั่งยืน”</strong> ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต รวมถึงแนวทางในการ <strong>“ให้”</strong> ที่เกิดขึ้นได้ง่าย  มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงมุ่งพัฒนาระบบการบริจาคให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ให้ในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ทุกการมีส่วนร่วมก่อเกิดเป็นความสุขได้ทันที หรือที่เรียกว่า ‘ความสุขทันใจจากการให้’ ผ่านช่องทางออนไลน์และดิจิทัลที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ปัจจุบันกว่า 60% ของการบริจาคมาจากผู้ที่ไม่ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโอกาสการทำความดีได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เกิดขึ้นได้จากทุกที่และทุกคน</p>
<p>การเปิดรับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งสื่อมวลชนที่มีบทบาทสำคัญตั้งแต่สื่อแบบดั้งเดิมจนถึงสื่อดิจิทัล รวมถึงศิลปิน ดารา และกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ในโลกยุค AI พลังบวกและความมุ่งมั่นเพื่อความยั่งยืนทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างและหลากหลายมากขึ้น เราตั้งใจให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ อยู่ในดวงใจของทุกคน และเป็นสัญลักษณ์ของ “การให้ที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง</p>
<p><strong>พรรณสิรี </strong>ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงเวลา 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้บริจาคทุกท่านต่างมีเรื่องราวและความน่าประทับใจในแต่ละกรณี ภาพรวมของคำว่า “ให้” หลายคนอาจมองว่าผู้รับต้องขอบคุณผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยหรือเราเอง แต่ในหลายครั้งกลับเป็นผู้บริจาคที่ย้อนกลับมาขอบคุณเรา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ <strong>“คำว่า…ให้ไม่สิ้นสุด”</strong></p>
<p><strong><em>“มูลนิธิรามาธิบดีฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการด้านการให้เพื่อสังคม ด้วยความจริงใจและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อสนับสนุนพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในการยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน มูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังมุ่งสร้างการมีส่วนร่วม (</em><em>Engagement) ในทุกมิติ ด้วยการทำงานอย่างจริงใจ เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการให้ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ สัมผัสได้ และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อลิอันซ์  จับมือ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เปิดเวทีเสวนาระดับประเทศ ร่วมค้นหาแนวทางสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพไทย</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/25803/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Mar 2025 02:45:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มอลิอันซ์]]></category>
		<category><![CDATA[บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[อลิอันซ์]]></category>
		<category><![CDATA[อลิอันซ์ อยุธยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=25803</guid>

					<description><![CDATA[อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิ [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา </strong><strong>Sustainability of Thailand’s Healthcare System Forum เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากไทยและสิงคโปร์ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มเงินเฟ้อทางการแพทย์ การบริหารระบบสุขภาพแบบ Value-Based Care และอนาคตของประกันสังคม เพื่อหาแนวทางให้ระบบสาธารณสุขของไทยสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและตอบโจทย์ทุกภาคส่วน</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">สถานการณ์เงินเฟ้อด้านการแพทย์กำลังเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญต่อระบบสุขภาพไทย เนื่องจากอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของ GDP และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งผู้ให้บริการสุขภาพ บริษัทประกันภัย และประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น หากไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการทรัพยากรด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ ปัญหานี้อาจส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพที่รุนแรงขึ้นและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ</p>
<p style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-25804 aligncenter" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณชูฉัตร-ประมูลผล-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>คุณชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย </strong>กล่าวว่า “คนไทยทุกช่วงวัยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญที่กำลังเกิดขึ้น คือ ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับเงินเฟ้อด้านการแพทย์ (Medical Inflation) ซึ่งจะส่งผลให้ค่าสินไหมสูงขึ้น จนทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือ คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เข้าถึงระบบประกันสุขภาพได้ยากขึ้น ดังนั้นเพื่อร่วมกันหาทางออกและนำไปสู่ระบบประกันสุขภาพที่ยั่งยืน จึงได้มีการจัดงานงานเสวนา Sustainability of Thailand’s Healthcare System Forum เพื่อให้วิทยากรจากภาคส่วนต่างๆ ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองความรู้ต่างๆ”</p>
<p style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-25810 aligncenter" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/Charlene-Lee-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="font-weight: 400;">งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในแวดวงสุขภาพทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อด้านการแพทย์ทั้งในระดับโลกและเอเชีย เริ่มจาก<strong>ชาลีน ลี หัวหน้าทีมด้านสุขภาพ เอเชียแปซิฟิค วิลลิส ทาวเวอร์ วัตสัน บริษัทตัวแทนประกันภัยระดับโลกและที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยง </strong>ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งอยู่ที่ 8-15% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป โดยปัจจัยหลักๆ มาจากการตระหนักเรื่องสุขภาพและความคาดหวังของผู้คน โดยเฉพาะหลังโควิด 19 ผู้คนตื่นตัวกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น บวกกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย จึงตามมาด้วยการเกิดโรคภัยต่างๆ ส่งผลให้จากจำนวนครั้งการ เคลมและมูลค่าการเคลมเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับภูมิภาคอื่นๆของโลกที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการให้บริการที่มากเกินความจำเป็นของโรงพยาบาล ดังนั้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสุขภาพ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงมีการนำแนวทางมีส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) มาใช้ ยกตัวอย่างในสิงคโปร์ มีการนำระบบ Co-Payment มาปรับใช้กับทุกคน และมีการใช้ระบบจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก(Deductible) ร่วมด้วย ขณะที่มาเลเซีย ซึ่งเริ่มมีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพสูง จนกระทบกับการเข้าถึงระบบประกันของประชาชน จึงมีนโยบายไม่ให้มีการเพิ่มเบี้ยประกันเกิน 10% และในอนาคตอาจจะมีการนำ Co-payment มาใช้ ส่วนประเทศไทย เริ่มมีการนำ Co-payment มาปรับใช้แล้ว  อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่ละประเทศอาจจะมีแนวทางในการปรับใช้ไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่า Co-payment จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแก้ปัญหา Medical Inflation</p>
<p style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-25805 aligncenter" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/คุณณภูมิ-สุวรรณภูมิ-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ด้านคุณณภูมิ สุวรรณภูมิ หัวหน้างานคณิตศาสตร์ประกันภัย สำนักงานประกันสังคม </strong>ฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทของกองทุนประกันสังคมในการดูแลประชาชน และแนวทางปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นว่า ประกันสังคมเป็น Risk Pooling ขนาดใหญ่ ดูแลผู้ประกันตน 13.7 ล้านคน ด้วยโครงสร้างการบริหารที่รายรับคงที่ เนื่องจากไม่มีการจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มในแต่ละปี แต่สิทธิประโยชน์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้สำนักงานประกันสังคม ต้องมีกลไกในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยปกติสำนักงานประกันสังคมจะมีวิธีการควบคุมรายจ่าย 2 รูปแบบหลัก คือ เหมาจ่าย (Capitation) หรือ จํานวนเงินคงที่จ่ายล่วงหน้าให้กับผู้ให้บริการทางสุขภาพ (สถานพยาบาล) และนอกเหนือเหมาจ่าย (Fee Schedule) ซึ่งเป็น จำนวนเงินที่จ่ายให้กับผู้ให้บริการสำหรับแต่ละบริการ โดยมีการกำหนดอัตราสูงสุด ส่วนใหญ่ 70% ของค่าใช้จ่าย เป็นค่าบริการทางการแพทย์แบบเหมาจ่าย เนื่องจาก เหมาะกับการจ่ายค่ารักษาในโรงทั่วไป เช่น OPD รับยา โรคเรื้อรัง เป็นการป้องกันการให้บริการรักษามากเกินความจำเป็น สามารถควบคุม Medical Inflation เพราะมีการพิจารณาทบทวนปรับค่าบริการทางการแพทย์ผ่านคณะกรรมการการแพทย์ที่มีตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงโรงพยาบาลรัฐและเอกชน อย่างไรก็ตาม การใช้กลไกการควบคุมดังกล่าวก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดี คือ คุม Medical Inflationได้ แต่ก็อาจจะทำให้คุณภาพการให้บริการไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับผู้ประกันตนเท่ากับกรณีที่ไม่ควบคุม ​</p>
<p style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-25806 aligncenter" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/ดร.-เว่ยหยาง-ชอง-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="font-weight: 400;">ขณะที่<strong>ดร.เว่ยหยาง ชอง รองอธิการบดีฝ่ายงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยการจัดการแห่งประเทศสิงคโปร์ </strong><strong>(Singapore Management University)</strong> ถ่ายทอดแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ช่วยให้ระบบสุขภาพมีความคุ้มค่าและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาของประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบสุขภาพแบบ Value-Based Care ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูง จึงทำให้เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน นอกจากเรื่องของการนำแนวทางมีส่วนร่วมจ่าย (Co-payment)เข้ามาใช้ การนำระบบ AI และ Robotic มาใช้ในระบบ Healthcareพร้อมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่มอบเงินสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้โรงพยาบาลหาวิธีในการบริหารจัดการ และส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยด้วยการป้องกันการเกิดโรค เพราะช่วยประหยัดต้นทุน บุคลากรและเวลา หากโรงพยาบาลไหน สามารถบริหารจัดการได้ดี มีเงินเหลือ ก็สามารถเก็บไว้ได้ไม่ต้องคืนรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองไปถึงการเก็บรวบรวมพฤติกรรมและพันธุกรรมของประชาชน เพื่อนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรค ให้การรักษา และป้องกันการเกิดโรคในประชาชนแต่ละคนได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นด้วย</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับไฮไลท์ของงานอยู่ที่การเสวนาในหัวข้อ <strong>“Building a Sustainable Healthcare System in Thailand”</strong> ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงสุขภาพ ประกันภัย และนโยบายสาธารณะ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเติบโตอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>พล.ต.ท. นพ.ธนา ธุระเจน ประธานกรรมการการแพทย์ กองทุนประกันสังคม</strong> <strong>นายแพทย์ธรธเนศ อายานะ ที่ปรึกษาคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย</strong> และ <strong>มร.โทมัส วิลสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต</strong> โดยมี <strong>คุณวีณารัตน์ เลาหภคกุล</strong> เป็นผู้ดำเนินรายการ</p>
<p style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-25809 aligncenter" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/พล.ต.ท.-นพ.-ธนา-ธุระเจน-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>พล.ต.ท. นพ.ธนา ธุระเจน ประธานกรรมการการแพทย์ กองทุนประกันสังคม</strong> กล่าวว่า ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ เพราะถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากป่วย หรือถ้าป่วยก็อยากหายเร็ว ดังนั้นความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องส่งเสริมการป้องกันโรคและบูรณาการการร่วมมือทุกฝ่าย</p>
<p style="font-weight: 400;">“สำหรับสำนักงานประกันสังคม เราสร้างความยั่งยืน จากการยึดผู้ประกันเป็นศูนย์กลาง เราไม่กังวลกับ Medical Inflation ที่เพิ่มขึ้น เพราะเรามีกลไกในการควบคุม สามารถนำเงินที่เหลือไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ อาทิ การลงทุนเทคโนโลยี พัฒนาระบบ Audit ที่แข็งแรง สำหรับแนวทางในการสร้างระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน มองว่า นอกจากบริษัทประกันภัยเอกชนจะมอบแรงจูงใจให้กับคนที่ไม่ป่วย ด้วยการเจาะลึกว่าอินไซต์ที่คนกลุ่มนี้ว่าอยากได้อะไร เพื่อจะได้นำไปสู่การสร้างพฤติกรรมในระยะยาว นอกจากนี้ยังนำเสนอสมการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยใหม่ที่ต้องส่งมอบคุณค่าชีวิตที่ยั่งยืนให้ทุกคนในระบบ โดยความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาพูดคุยและร่วมมือกัน”​</p>
<p style="font-weight: 400; text-align: center;"><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-25808" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/นายแพทย์ธรธเนศ-อายานะ-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /></strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ด้านนายแพทย์ธรธเนศ อายานะ ที่ปรึกษาคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย</strong> บอกว่า Medical Inflationกำลังเป็นปัญหาใหญ่​ และนำไปสู่การเพิ่มค่าสินไหม ทำให้นอกจากลูกค้ารายใหม่ๆ จะเข้าถึงการประกันสุขภาพได้ยากขึ้น และแม้จะมีการนำระบบ Co-Payment  หรือ Deductible มาใช้ ก็อาจจะทำให้ลูกค้าเดิม ก็อาจจะจ่ายไม่ไหว สุดท้ายระบบก็ไม่ยั่งยืน เพราะด้วยคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์ประกันภัยตอนนี้ที่เป็น Free For Service ทำให้ผู้เอาประกันใช้บริการแบบบุฟเฟต์ ทำให้เกิดการให้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็น จากสถิติพบว่า การนอนโรงพยาบาลของลูกค้าที่มีประกันสุขภาพสูงกว่าคนทั่วไปถึง 4-5 เท่า นอกจากนี้ ระบบ Co-Payment ให้ผู้เอาประกันร่วมจ่าย หรือ มีค่า Deductible​ เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่จะทำให้ผู้เอาประกันคิดเยอะขึ้น เวลาเจ็บป่วยว่ามีความจำเป็นที่ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือไม่​ แต่ก็ยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เพราะถ้าจะแก้ปัญหาต้องแก้ทั้งระบบ</p>
<p style="font-weight: 400; text-align: left;">“นี่ถ้าบริษัทประกันเอกชนอยู่ไม่ได้ โรงพยาบาลเอกชนที่มีอยู่ 200-300 แห่ง ซึ่ง 50% รายได้หลักมาจากบริษัทประกันก็อยู่ยาก รวมถึง คนไทยที่หากบริษัทประกันภัยเอกชนอยู่ไม่ได้ ก็ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อรับการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงเอง หรือ กลับเข้าไปสู่ระบบการรักษาตามสิทธิพื้นฐานของรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นภาระให้กับภาครัฐอยู่ดี”<img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-25807 aligncenter" src="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-800x533.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-800x533.jpg 800w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-1250x833.jpg 1250w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-160x107.jpg 160w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-1024x683.jpg 1024w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-1536x1024.jpg 1536w, https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2025/03/โทมัส-วิลสัน-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ปิดท้ายที่ มร.โทมัส วิลสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ให้นิยามของคำว่า </strong>ระบบประกันสุขภาพที่ยั่งยืนว่า ต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ อย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ใน 2-3ปีอันใกล้ แต่ เรากำลังพูดถึงอนาคต 15-20 ปีข้างหน้า แต่ด้วยสถานการณ์ Medical Inflation ที่เป็นอยู่ขนาดนี้ จะทำให้สินไหมของประกันสูง จนคนทั่วไปเข้าถึงได้ยากขึ้น ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่จะยิ่งทำให้อัตราการรักษาโรคเพิ่มขึ้น โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ Medical Inflation สูง เพราะการ เคลมที่มากเกินไป จากข้อมูลพบว่า เด็กไทย 0-10 ขวบ มีการอัตราการแอดมิดเข้าโรงพยาบาลที่มีจำนวนมาก และพักรักษารพ.ในจำนวนวันที่มากกว่าประเทศอื่น นอกจากนั้น จากข้อมูล มีการเคลมสูงขึ้นของโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เช่น office syndrome ทั้งที่จริงๆแล้ว การเอาประกันควรสงวนไว้สำหรับโรคสำคัญๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ตอนนี้กลับถูกนำมาใช้ในจุดที่ไม่สำคัญ ซึ่งอาจมีการป้องกันได้ และสมมติว่า หากเราไม่มีการแก้ไขใดๆ ก็จะยิ่งทำให้ระบบสุขภาพในภาพรวมแย่ลง ยกตัวอย่าง ประกันกลุ่มลูกค้าเด็ก อายุต่ำกว่า 10 ปี ในปัจจุบัน ทุกบริษัท มีการเสนอเฉพาะแผนที่มีความรับผิดส่วนแรก Deductible ร่วมด้วย</p>
<p style="font-weight: 400;">“ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ภายใน 15 ปี ผมคิดว่า คนทั่วไปจะเข้าถึงประกันสุขภาพของบริษัทเอกชนได้ลดลง และต้องกลับไปพึ่งพาหลักประกันสุขภาพของรัฐหมด ทำให้ภาครัฐก็ต้องมาแบกรับภาระตรงนี้ แต่อย่างน้อยโชคดี ที่เราตื่นตัวกันตั้งแต่วันนี้ และกำลังหาวิธีรับมือ เพื่อนำไปสู่การร่วมมือกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า โรงพยาบาล บริษัทประกัน รวมถึงภาครัฐ”</p>
<p style="font-weight: 400;">อลิอันซ์ อยุธยา มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้ระบบสุขภาพของไทยสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบของเงินเฟ้อทางการแพทย์ และการชี้ให้เห็นถึงแนวทางใหม่ในการบริหารจัดการด้านสุขภาพ เช่น การใช้โมเดล Value-Based Care ซึ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพและคุ้มค่า ตลอดจนการหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การจัดงานเสวนานี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบสุขภาพที่แข็งแกร่ง มั่นคง และสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CMMU เผยดัชนีเอสเอ็มอีไทยหันใช้ “มาร์เทค” อัปสกิลธุรกิจ  โชว์ท็อป 5 มาร์เก็ตติ้งเทคทรงพลัง หนึ่งทศวรรษปริมาณเทคฯกระโดดกว่า 7,000 %  พร้อมแนะฮาวทูประยุกต์ใช้โซลูชันให้สำเร็จตั้งแต่ “รู้จัก – ปิดการขาย”</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/4401/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Sep 2023 16:40:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ-การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[CMMU]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวการตลาด-sme]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวอัพเดท]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[ฺnews update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=4401</guid>

					<description><![CDATA[วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (C [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เผยผลสำรวจมุมมองของเอสเอ็มอีไทยต่อเครื่องมือ MarTech พบว่า มีเอสเอ็มอีถึง 68% ที่เคยได้ยินคำว่าMarTech แต่มีเพียง 29% เท่านั้น ที่เคยนำ MarTech มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยมีเครื่องมือ MarTech ที่เอสเอ็มอีนิยมใช้ 5 อันดับแรก คือ Meta Business Suite, Google Analytics, Google Ads, Line Official Account และ CHOCOCRM พร้อมเผยตัวเลขในช่วงระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เครื่องมือ MarTech เพิ่มขึ้นแบบ ก้าวกระโดดกว่า 7,000% ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้การใช้ MarTech ช่วยทำการตลาดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพลดระยะเวลาในการทำงาน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างการทำงานให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น พร้อมแนะกลยุทธ์ 4R for Revolution ช่วยผู้ประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ MarTech ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ผศ. ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปมาก และเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของผู้คน ทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวตาม เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที ทางด้านการตลาดก็มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคการตลาดดิจิทัล มีการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น และได้พัฒนามาสู่ยุค 5.0 ที่มีการนำเทคโนโลยี และข้อมูลจำนวนมหาศาลมาช่วยในการวิเคราะห์ เพื่อตอบสนองและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค ถือเป็นยุคของการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดาต้า โดยเรียกว่า “Technology for Humanity”</p>
<p>ผศ. ดร.บุญยิ่ง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ข้อมูล หรือ Data ต่างๆ ที่อยู่ในมือผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภค การจับจ่ายใช้สอย สถานที่ที่ลูกค้าซื้อของ และอื่นๆ อีกมากมาย ถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจและถือเป็นหัวใจหลักของการทำธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมกับการทำการตลาดกลายเป็น “Marketing Technology” หรือเรียกย่อๆ ว่า “MarTech” ซึ่งมีคำนิยามว่า เป็นชุดของเทคโนโลยีที่มีการบูรณาการ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้งานด้านการตลาด เช่น การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การหาลูกค้ารายใหม่ และการรักษาฐานลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยในปี 2011 มีเครื่องมือ MarTech อยู่เพียง 150 เครื่องมือ แต่ในปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นถึง 11,000 เครื่องมือ เพิ่มขึ้นกว่า 7,000 % ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง MarTech ได้เข้ามาช่วยทำให้กิจกรรมทางการตลาดประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>นายพิสิษฐ์ ภูรีภิญญาพัชญ์ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยข้อมูลว่า ในปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีไทยมีการเติบโตค่อนข้างสูง มีจำนวนมากถึง 3.178 ล้านราย คิดเป็น 99.57% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น 71.86% และทำให้จีดีพีของเอสเอ็มอีมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 35.2% ของจีดีพีรวมของประเทศ จากตัวเลขทั้งหมดเห็นได้ว่าธุรกิจมีความน่าสนใจและสามารถเติบโตอีกได้โดยใช้ MarTech เข้ามาสนับสนุน เพื่อพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้ก้าวทันธุรกิจในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ โดยในการศึกษาครั้งนี้ศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างเอสเอ็มอี 51 ราย แบ่งเป็นภาคการค้า 40% ภาคการบริการ 38% และภาคการผลิต 22%</p>
<p>จากผลสำรวจพบว่าในกลุ่มตัวอย่าง 51 ราย มีผู้เคยได้ยินคำว่า “MarTech” 68% และมีเพียง 29% เท่านั้นที่นำ MarTech มาใช้ดำเนินธุรกิจ สำหรับเครื่องมือ MarTech ยอดนิยมที่เอสเอ็มอีเลือกใช้ 5 อันดับแรก ได้แก่ Meta Business Suite 44% รองลงมา คือ Google Analytics 12% Google Ads 9% Line Official Account 5% และ CHOCOCRM 4% โดยมีระยะเวลาการใช้เครื่องมือ MarTech 1- 5 ปี มากถึง 80% สำหรับปัญหาที่เอสเอ็มอีพบจากการใช้ MarTech อันดับที่ 1 คือ การใช้งานที่ยุ่งยาก และซับซ้อน รองลงมา คือ เครื่องมือไม่เหมาะสมกับธุรกิจ และไม่สามารถนำมาใช้งานได้เต็มที่ ส่วนปัญหาของเอสเอ็มอีที่ไม่เคยใช้ MarTech อันดับที่ 1 คือ ไม่รู้จักเครื่องมือมาก่อน รองลงมา คือ เครื่องมือ มีราคาแพงและใช้เงินลงทุนสูง และสุดท้าย คือกังวลถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ทั้งนี้ เอสเอ็มอี มีความคาดหวังในการใช้ MarTech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงถึง 59% รองลงมา คือ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน 35% นายพิสิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติม</p>
<p>นอกจากการศึกษาในกลุ่มเอสเอ็มอีแล้ว ยังมีการศึกษาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน MarTech ทั้งหมด 16 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 43.75% และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือ MarTech 56.25% จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า MarTech มีประโยชน์ต่อเอสเอ็มอีเป็นอย่างมาก โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาด 2. การลดระยะเวลาในการทำงาน ทำให้งานเร็วขึ้น และลดความผิดพลาดจาก Human Error 3. การพัฒนาธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มการลงทุนขยายธุรกิจ 4. การสร้างระบบการทำงานให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ MarTech จะช่วยเชื่อม Customer Journey ของลูกค้าในจุดต่างๆ ที่เราสามารถเจอลูกค้าได้ เพียงแค่ต้องรู้ว่าลูกค้าอยู่ในขั้นไหนของ Journey</p>
<p>นายธนิสร กิตติกรกนกชัย นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับการเดินทางบนเส้นทางการตลาดของลูกค้าหลักๆ มีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ Aware สร้างการรับรู้ถึงสินค้าและบริการ Appeal ดึงดูดความสนใจจนอยากทำความรู้จัก Ask นำเสนอคำตอบของคำถามเพื่อให้ตัดสินใจ Act ตัดสินใจซื้อ และ Advocate แนะนำให้เกิดการบอกต่อ แต่ละจุดสามารถนำมา MarTech Tools มาใช้ประกอบการทำการตลาดได้ตามความสามารถของแต่ละเครื่องมือ ในขั้นแรก Aware สามารถนำมาสร้าง Ads Automation เช่น Meta Business Suite ในการจัดการ Facebook และ Instagram เพื่อสร้างการรับรู้ให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น  พร้อมด้วยการใช้คอนเทนต์ และการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์  อย่าง Tellscore ที่สามารถช่วยคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ตรงตามต้องการของแบรนด์ได้ และ Readyplanet ที่ครอบคลุมทั้งการสร้างและบริหารจัดการเว็บไซต์ ขั้นถัดไป คือ Appeal ที่ใช้เครื่องมือเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า ทั้งจากคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ผ่าน Chat GPT หรือ Canva รวมถึงการใช้ Mandala AI ในการเป็น Social Listening ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค</p>
<p>เมื่อลูกค้ามีความสนใจจะเกิดการถามหาข้อมูลในขั้น Ask การมีแชทบอทเข้ามาจะช่วยตอบคำถามและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจะช่วยทุ่นแรงในการทำงานได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น ZWIZ.AI ที่จะคอยตอบคำถามของลูกค้าพร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูล และ PAM ที่จะคอยดูและจัดกลุ่มลูกค้าทำให้รู้ว่าลูกค้าเป็นใครบ้าง เมื่อลูกค้าได้ไขข้อสงสัยจากการสอบถามแล้วก็ต้องมีการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการซื้อในขั้น Act ซึ่งจะมีการจัดการซื้อขายอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า อย่างเช่น เทพshop ที่รวมโซเชียลมีเดียไว้ด้วยกัน เพื่อการตอบแชทลูกค้าที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นไม่ต้องสลับแพลตฟอร์มไปมา หรือ page365 ที่ช่วยบริหารจัดการออเดอร์และเอกสารการซื้อขายต่างๆ และ 2C2P ที่ช่วยให้การชำระเงินออนไลน์สะดวกมากยิ่งขึ้น และสุดท้าย เมื่อการซื้อขายเรียบร้อยก็จะมีการบอกต่อสินค้าหรือบริการของเราให้ผู้อื่นรับรู้ หรือ Advocate โดยวิเคราะห์และเก็บข้อมูล กระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อหรือซื้อซ้ำ ผ่านการส่งอีเมลโดย Taximail หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยใช้ Zoho หรือเชื่อมสัมพันธ์กับลูกค้าพร้อมเก็บแต้มผ่าน Line OA ด้วย Line Reward Card โดย CMMU มุ่งหวังให้การศึกษาในครั้งนี้จะช่วยให้ MarTech เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถเลือกเครื่องมือ MarTech มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจมากยิ่งขึ้น จึงได้สรุปออกมาเป็นกลยุทธ์ 4R for Revolution เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือก MarTech มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>·    Review Your Business: สำรวจธุรกิจของตนเองเพื่อให้ทราบถึงปัญหา (Pain Point)<br />
และความจำเป็นในการใช้ MarTech เปรียบเสมือนเป็นการวินิจฉัยโรค ถ้าวิเคราะห์<br />
ได้ตรงจุด ก็สามารถรักษาได้ถูกต้อง</p>
<p>·    Research Right Tools: เลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง เพื่อให้แก้ปัญหา<br />
ที่วิเคราะห์ออกมาให้ได้อย่างตรงจุดมากที่สุด และควรเลือกเครื่องมือที่ใช้งานง่าย<br />
ไม่ซับซ้อน</p>
<p>·    Ready Resources (Human &#038; Budget): เตรียมความพร้อมทั้งในด้านทีมงาน<br />
ที่มีความสามารถและเข้าใจการใช้เครื่องมือ MarTech เพื่อทำให้การใช้เครื่องมือ<br />
เกิดประโยชน์กับธุรกิจมากที่สุด และในด้านงบประมาณซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ<br />
ในช่วงที่กำลัง Transform ธุรกิจ</p>
<p>·    Run a Product Demo: ทดลองใช้งานเครื่องมือเพื่อดูความเหมาะสมในการใช้งาน ตรวจสอบดูระหว่างทดลองใช้ว่าเครื่องมือที่หยิบมาเหมาะกับบริบทขององค์กรมากน้อยเพียงใด ก่อนนำมาใช้งานจริง</p>
<p>ทั้งนี้ การรายงานเทรนด์การตลาดใหม่ หัวข้อวิจัย “ปฏิวัติการตลาดเอสเอ็มอีไทย ทะยานไกลด้วย MarTech Tools” โดย ซีเอ็มเอ็มยู ยังได้รับเกียรติจากผู้คร่ำหวอดในวงการ MarTech ได้แก่ คุณวนะชัย รัศมีพลังสันติ Head of Mandala Academy, Ocean Sky Network Co., Ltd. คุณเอกพจน์ ชูเดช Marketing Consultant, Zoho Corporation คุณบุรินทร์ เกล็ดมณี กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาดและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด (มหาชน) คุณวิน สิงห์พัฒนากุล CEO: Chocolate Ville &#038; Sushi Express Thailand Co-Founder Livinginsider &#038; Isaara Liveboard และ ดร.ปรีสาร รักวาทิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล depa มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการถอดรหัสการตลาดยุค MarTech และ การนำ MarTech ไปใช้ในเอสเอ็มอีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สนใจสามารถรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก MKcmmu (https://www.facebook.com/mkcmmu) นายธนิสร กล่าวสรุป</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
