<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ข่าวคปภ.</title>
	<atom:link href="https://www.businessownertv.com/tag/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a0/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.businessownertv.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Jun 2026 16:32:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.businessownertv.com/wp-content/uploads/2022/10/cropped-Business-Owner-TV-32x32.jpg</url>
	<title>ข่าวคปภ.</title>
	<link>https://www.businessownertv.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>TikTok ลุกเป็นไฟ! “School Media Creator Award 2026” น้อง ๆ รุ่นใหม่สนใจเข้าร่วม ชิงทุนพัฒนาการศึกษารวมกว่า 1 แสนบาท</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/45215/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 16:30:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=45215</guid>

					<description><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเวทีปลุกพลังเยาวชน สายครีเอเตอร์ ชวนน้อง ๆ New GEN จากโรงเรียนและสถานศึกษาที่เคยเข้าร่วมโครงการของสำนักงาน คปภ. ร่วมส่งผลงานเข้าประกวด <strong>“</strong><strong>School Media Creator Award 2026”</strong> สร้างสรรค์สื่อประกันภัยรูปแบบใหม่ให้เข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึง คนรุ่นใหม่ ผ่านพลังของสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์สมัครต้องเป็นนักเรียนและนักศึกษาจากสถานศึกษาที่เคยเข้าร่วม โครงการยุวชนประกันภัย โครงการอัจฉริยะยุวชนประกันภัย และโครงการ “Insurefluencer the new GEN 2025” ของสำนักงาน คปภ.  โดยส่งผลงานในนามโรงเรียนหรือสถานศึกษา พร้อมการรับรองจากผู้อำนวยการหรืออาจารย์ที่ปรึกษา เปิดรับสมัครในรูปแบบออนไลน์ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จนถึงเวลา 16.30 น. ซึ่งในขณะนี้ โครงการได้รับความสนใจจากน้อง ๆ New GEN ทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดและแสดงความสนใจเข้าร่วมประกวดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนพลังและความตื่นตัวของเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมนำความคิดสร้างสรรค์มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประกันภัยผ่านสื่อดิจิทัลในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และสอดรับกับพฤติกรรมการสื่อสารของคนยุคใหม่ สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเดี่ยว และประเภททีม ทีมละไม่เกิน 8 คน โดยผู้เข้าประกวดจะต้องผลิตคลิปวิดีโอสั้น ความยาวไม่เกิน 1 นาที ภายใต้แนวคิดการสร้างความตระหนักรู้ด้านประกันภัย   ผ่านหัวข้อสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน อาทิ “ไมโครอินชัวรันส์” หรือประกันภัยรายย่อย ความรู้ก่อนซื้อประกันภัย ผ่านคนกลางประกันภัย และโครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” เพื่อถ่ายทอดสาระด้านประกันภัยให้กลายเป็น เรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และตอบโจทย์พฤติกรรมการรับสื่อของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล</p>
<p>โดยผู้เข้าประกวดจะต้องเผยแพร่ผลงานผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เป็นช่องทางหลัก ผ่านบัญชีของโรงเรียน สถานศึกษา หรือบัญชีของนักเรียน/นักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาตัดสินจากลิงก์ TikTok ที่ส่งเข้าประกวดเท่านั้น ทั้งนี้ แต่ละโรงเรียนหรือสถานศึกษาสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้เพียง 1 ผลงาน โดยกำหนดคัดเลือกและตัดสินผลงาน ภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อชิงทุนพัฒนาการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลเกียรติยศและ e-Certificate     ในพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการผลิตสื่อที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประกันภัยให้เข้าถึงสังคมได้อย่างสร้างสรรค์และทรงพลัง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้จาก ประกาศสำนักงาน คปภ. เรื่อง การประกวดสื่อสร้างสรรค์ “School Media Creator Award 2026” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ. ยกระดับ “Insurefluencer the new GEN 2026” จุดพลังคนรุ่นใหม่ สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินผ่านสื่อสร้างสรรค์</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44977/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 May 2026 09:55:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44977</guid>

					<description><![CDATA[นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประ [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า โครงการ <strong>“ยุวชนนักสื่อสารประกันภัยรุ่นใหม่ (</strong><strong>Insurefluencer the new GEN)”</strong> เริ่มดำเนินโครงการครั้งแรกในปี 2568 สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 และ    ระดับอาชีวศึกษา (ปวช.1–3) ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างคึกคักจากสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนและสถานศึกษาเข้าร่วมกว่า 210 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังและศักยภาพของเยาวชนไทยในการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการประกันภัยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์ ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ผ่านมา เยาวชนที่เข้าร่วมได้ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านประกันภัยในหลากหลายรูปแบบ ทั้งคลิปวิดีโอ คอนเทนต์ออนไลน์ กิจกรรมรณรงค์ในโรงเรียนและชุมชน ตลอดจนการถ่ายทอดความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงินสู่คนรอบตัว ก่อให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ด้านประกันภัยในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยขยายการรับรู้เรื่องประกันภัยไปสู่สังคมในวงกว้างอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ให้แก่เยาวชนไทยตั้งแต่ระดับรากฐาน จากความสำเร็จดังกล่าว สำนักงาน คปภ. จึงเดินหน้าต่อยอดสู่โครงการ “Insurefluencer the new GEN 2026” ขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนต้นแบบด้านการสื่อสารประกันภัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านประกันภัยให้เข้าถึงเยาวชนไทยได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โครงการดังกล่าว มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจด้านการประกันภัย ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในรูปแบบ Boot Camp พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพการเป็น “Insurefluencer” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง การวางแผนทางการเงิน และการประกันภัยไปสู่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม ผ่านมุมมองและรูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัย สอดรับกับวิถีของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล</p>
<p>เบื้องต้น สำนักงาน คปภ. ได้ลงพื้นที่นำร่องจัดกิจกรรม ณ โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม จังหวัดลำปาง และโรงเรียนคีรีมาศพิทยาคม จังหวัดสุโขทัย โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักรวมกันกว่า 300 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์ เยาวชนได้ร่วมกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ฝึกคิด ฝึกสื่อสาร และเรียนรู้การประยุกต์ใช้ความรู้ด้านประกันภัยกับชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ต่อการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมแสดงศักยภาพในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การเป็น “นักสื่อสารประกันภัยรุ่นใหม่”ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สู่คนรอบข้างและชุมชนได้อย่าง   มีประสิทธิภาพ โดยสำนักงาน คปภ. มีแผนลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้กับโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ</p>
<p>สำหรับกิจกรรมในโครงการดังกล่าว กำหนดให้โรงเรียนและสถานศึกษาที่เข้าร่วมจะต้องจัดอบรมความรู้ด้านประกันภัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา ไม่น้อยกว่า 100 คน ควบคู่กับกิจกรรมฐานการเรียนรู้ อาทิ เทคนิคการเป็นนักสื่อสารประกันภัย ความรู้ด้านไมโครอินชัวรันส์ ประกันภัยรถยนต์ บทบาทของสำนักงาน คปภ. และความรู้ด้านการประกันภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้เข้าสู่การเรียนการสอน และต่อยอดกิจกรรมสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินกิจกรรมในรูปแบบ E-book หรือ PDF พร้อมคลิปวิดีโอสรุปผลงานความยาว 3–5 นาที เพื่อส่งเข้าประกวด ในระดับภาค/กรุงเทพมหานคร และระดับประเทศ โดยกำหนดส่งผลงานภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และประกาศผลภายในเดือนสิงหาคม 2569  ทั้งนี้ เกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากคุณภาพของกิจกรรม Boot Camp ความถูกต้องของเนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของนักเรียน การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และแนวทางการต่อยอดความยั่งยืนของกิจกรรมสู่ชุมชน รวมคะแนนทั้งสิ้น 100 คะแนน โดยผู้ชนะระดับประเทศจะได้รับทุนพัฒนาการศึกษาสูงสุด 80,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและ  e-Certificate ในงานพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569</p>
<p>รองเลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “Insurefluencer the new GEN 2026” ไม่เพียงเป็นเวทีประกวดแข่งขัน แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ เสริมทักษะการสื่อสาร และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้เยาวชนไทย ผ่านการเรียนรู้ด้านประกันภัยอย่างเข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึงได้ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้ก้าวสู่การเป็น “นักสื่อสารประกันภัยรุ่นใหม่” ที่สามารถใช้พลังของสื่อและเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44902/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 May 2026 17:56:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44902</guid>

					<description><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ติดตามสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินโลก ตลอดจนต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผ่านมายังภาคธุรกิจประกันภัยไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินมาตรการติดตามเชิงรุกและประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทยได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที</p>
<p>นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ทั้งด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ภาวะตลาดการเงินโลก และความผันผวนของตลาดทุน     ซึ่งอาจส่งผ่านมายังภาคธุรกิจประกันภัยไทยในหลายมิติ ทั้งด้านรายได้ที่อาจชะลอตัว ต้นทุนค่าสินไหมทดแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าซ่อมแซม และค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนความเสี่ยงด้านฐานะการเงิน สภาพคล่อง และต้นทุนการประกันภัยต่อจากผลกระทบของตลาดประกันภัยต่อโลก (Global Reinsurance Market) ซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้น (Selective Hardening)</p>
<p>ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยไทยในปี 2569 อาจมีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมชะลอลงจากประมาณการเดิม จากแรงกดดันของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่อ่อนแอลงและความผันผวนของตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความตระหนักด้านสุขภาพของประชาชน แม้อาจเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านค่ารักษาพยาบาลและต้นทุนเวชภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ในด้านฐานะความมั่นคงทางการเงิน ภาคธุรกิจประกันภัยไทยโดยรวมยังคงมีความมั่นคงและสามารถรองรับความผันผวนจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกได้ โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่า บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) อยู่ที่ร้อยละ 442.4 และ 367.2 ตามลำดับ ซึ่งยังสูงกว่าระดับที่สำนักงาน คปภ. กำหนดไว้ที่ร้อยละ 140 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของฐานะเงินกองทุนของภาคธุรกิจประกันภัยไทยและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในระดับที่เหมาะสม</p>
<p>เลขาธิการ คปภ.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ.ได้ดำเนินการประเมินผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของ ภาคธุรกิจประกันภัยภายใต้สถานการณ์จำลอง (Internal Stress Test Scenario) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโดยครอบคลุมความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของมูลค่าตราสารทุน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าสินไหมทดแทน รวมถึงผลกระทบต่อเบี้ยประกันภัยสงครามและตลาดประกันภัยต่อจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยผลการทดสอบสะท้อนว่า บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยส่วนใหญ่ยังคงมีระดับเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการทดสอบด้านสภาพคล่อง (Liquidity Test)ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งผลการประเมินพบว่า ภาพรวมบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับภาระผูกพัน และสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ในระดับที่เหมาะสม โดยในระยะต่อไป สำนักงาน คปภ. จะยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ภาวะตลาดทุน ต้นทุนการรับประกันภัย ตลอดจนโครงสร้างของตลาดประกันภัยต่อโลก ซึ่งมีแนวโน้มคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้นและส่งผลต่อต้นทุนการรับประกันภัยต่อ โดยอาจส่งผ่านมายังแนวโน้มการดำเนินธุรกิจประกันภัยไทยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่งทางทะเลการบิน พลังงาน ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดการเงิน</p>
<p>“สำนักงาน คปภ. ขอยืนยันว่า ระบบประกันภัยไทยยังคงมีความมั่นคงแข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกได้ โดยขอให้ประชาชนและผู้เอาประกันภัยมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยไทยยังมีฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงและความสามารถในการดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จะดำเนินมาตรการติดตามเชิงรุก วิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Stress Test) และติดตามบริษัทประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัย และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจประกันภัยสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าว</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ. เปิดเวที ASEAN Life Insurance Leadership Program (ALIP) 2026 ปีที่ 2</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44786/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 May 2026 16:45:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[เลขาธิการ คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44786</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิกา [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาบุคลากรประกันชีวิตนานาชาติ ASEAN Life Insurance Leadership Program (ALIP) 2026 ณ โรงแรม Hotel Nikko Bangkok กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยสำนักงาน คปภ. โดยสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ร่วมกับกองทุนประกันชีวิต และสมาคมประกันชีวิตไทย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ผู้บริหารจากภาคธุรกิจประกันชีวิต สมาคมประกันชีวิต และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนพันธมิตรระดับโลกจากสาธารณรัฐเกาหลีและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เข้าร่วมแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>
<p>เลขาธิการ คปภ. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ของสำนักงาน คปภ. ในการ ต่อยอดความสำเร็จของโครงการ ASEAN Life Insurance Leadership Program (ALIP) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อยกระดับการพัฒนาระบบประกันชีวิต ในภูมิภาคให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคสังคมสูงวัย ภายใต้หัวข้อ “The Longevity Frontier: Navigating the Future of Wellness” ซึ่งมุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นย้ำว่า ภาคธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการด้านผลิตภัณฑ์ประกันภัย ไปสู่การเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกสำคัญในการรองรับความเสี่ยงของประเทศ และร่วมสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ส่งเสริมทั้งสุขภาวะทางกาย (physical wellness) และ       ความมั่นคงทางการเงิน (financial security) ของประชาชนในระยะยาว</p>
<p>เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาบุคลากรประกันชีวิตนานาชาติ (ALIP) เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างสำนักงาน คปภ. และหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) โดยสำนักงาน คปภ. เชื่อมั่นว่า “การกำกับดูแล” และ “การพัฒนา” ต้องดำเนินควบคู่กัน ผ่านแนวคิด Collaborative Shield หรือเกราะความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมสามารถตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ ในขณะที่ระบบกำกับดูแลสามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันต่อบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมตั้งเป้าให้ ALIP เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยง Friendship and Connection ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง Insurance Community ของภูมิภาคอาเซียนให้เข้มแข็งร่วมกัน โดยในปีนี้ได้ขยายขอบเขตความร่วมมือจากพันธมิตรระดับโลกจากสาธารณรัฐเกาหลีและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งช่วยยกระดับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบประกันชีวิตอาเซียนให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป</p>
<p>สำหรับโครงการพัฒนาบุคลากรประกันชีวิตนานาชาติ (ALIP) 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 โดยตลอดระยะเวลา 5 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบเข้มข้น ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจประกันชีวิตในยุคใหม่ ผ่านการเรียนรู้ 4 Modules ประกอบด้วย <strong>Module 1 Global Landscape &amp; Strategic Outlook</strong> การวิเคราะห์ภูมิทัศน์โลกและทิศทางเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจประกันชีวิต <strong>Module 2 Emerging Risk &amp; Resilience </strong>การรับมือความเสี่ยงเกิดใหม่และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของ<strong>องค์กร </strong><strong>Module 3 Technology &amp; Customer Transformation</strong> การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่การให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และ <strong>Module 4 Leadership &amp; Human Capital Strategy</strong> การพัฒนาภาวะผู้นำและกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้แบบครบทุกมิติ ทั้งการบรรยาย การอภิปราย การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ตลอดจนการลงพื้นที่ศึกษาดูงานระบบประกันภัยและระบบสุขภาพของประเทศไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ เพื่อร่วมระดมความคิดและออกแบบแนวทางการพัฒนาระบบประกันชีวิตในระดับภูมิภาค โดยยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากหลากหลายสาขาวิชามาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในประเด็นสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านของธุรกิจประกันชีวิตในบริบทโลกใหม่ การรับมือความเสี่ยงเกิดใหม่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและ  ความเชื่อมั่นทางดิจิทัล ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและการสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว</p>
<p>โครงการ ASEAN Life Insurance Leadership Program (ALIP) จึงไม่ได้เป็นเพียงหลักสูตรพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต แต่เป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือและการร่วมออกแบบอนาคตของระบบประกันชีวิตในระดับอาเซียน และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันออกแบบอนาคตของระบบประกันภัยที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการสร้างระบบประกันภัยที่มีความยืดหยุ่น พร้อมรองรับสังคมสูงวัย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัยในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน</p>
<p>“ปัจจุบันสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ได้ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมประกันภัยของภูมิภาค ครอบคลุมทั้งการพัฒนาหลักสูตร การจัดทำฐานข้อมูลเชิงนโยบาย ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการสนับสนุน InsurTech Startup เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมประกันภัยในอนาคต โดยโครงการ ALIP จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างกลไกความร่วมมือระยะยาว การพัฒนาบุคลากร และการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกับภาคธุรกิจประกันภัยในระดับภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อประเทศสมาชิกและประชาชนในภูมิภาคในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลขาธิการ คปภ. ให้การต้อนรับนายทะเบียนประกันภัยประเทศญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการรับมือภัยพิบัติและการส่งเสริมระบบประกันชีวิตรองรับสังคมสูงวัย</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44668/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 May 2026 15:41:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[oic]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44668</guid>

					<description><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ให้การต้อนรับ นายอิโตะ ยูทากะ (Mr. Yutaka Ito) Commissioner, Financial Services Agency (FSA) ประเทศญี่ปุ่น และนายคาจิวาระ โทรุ (Mr. Kajiwara Toru) Minister, Embassy of Japan in Thailand พร้อมคณะผู้แทนจากทั้งจาก FSA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเลขาธิการ คปภ. เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม 207 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร</p>
<p>สำหรับประเด็นหารือหลักในการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ มาตรการและแนวทางริเริ่มที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการส่งเสริมการประกันชีวิตและบทบาทของระบบประกันภัยในการรองรับความท้าทายจากอัตราการเกิดที่ลดลง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติระดับชาติ การยกระดับกรอบการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RBC) การศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงสมัยใหม่ เช่น Parametric Insurance และ CAT Bond ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สามารถรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสูงวัย การบริหารจัดการต้นทุนค่ารักษาพยาบาล การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบประกันภัยสุขภาพ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อสนับสนุน    ความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว</p>
<p>ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. และ FSA ประเทศญี่ปุ่น ต่างแสดงความพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบประกันภัยของทั้งสองประเทศให้มี   ความเข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถรองรับความเสี่ยงและความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ.เผยธุรกิจประกันภัยไทยปี 2568 ยังเติบโตต่อเนื่อง เบี้ยประกันภัยรวมสูง 9.69 แสนล้านบาท ขณะที่ประกันสุขภาพ–ยูนิตลิงค์–ท่องเที่ยว ขยายตัวโดดเด่น</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44611/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 May 2026 07:34:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44611</guid>

					<description><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยภาพรวมธุรกิจประกันภัยไทย ประจำปี 2568 พบว่า ธุรกิจประกันภัยไทยยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง ที่มีความผันผวน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมทั้งระบบจำนวน 969,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.17 แบ่งเป็น</p>
<p>เบี้ยประกันภัยรับตรงธุรกิจประกันชีวิต 676,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.62 และเบี้ยประกันภัยรับตรงธุรกิจประกันวินาศภัย 292,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.17 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของระบบประกันภัยในการเป็นกลไกสำคัญบริหารความเสี่ยงของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ</p>
<p>สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิต ปี 2568 เมื่อพิจารณาตามประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุดพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ ประกันชีวิตสามัญ (Ordinary) จำนวน 402,807 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ (Rider Health) จำนวน 135,083 ล้านบาท ประกันชีวิตแบบกลุ่ม จำนวน 41,861 ล้านบาท ประกันชีวิตควบ    การลงทุน (Unit Linked) จำนวน 41,374 ล้านบาท และประกันบำนาญ (Annuity) จำนวน 21,494 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ประชาชนให้ความสำคัญ  กับการวางแผนสุขภาพ การออมระยะยาว และการลงทุนควบคู่ความคุ้มครองมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ ธุรกิจประกันชีวิตยังมีผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) เติบโตร้อยละ 15.48 สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ (Rider Health) เติบโตร้อยละ 12.36 และประกันบำนาญ (Annuity) เติบโตร้อยละ 10.18 ขณะที่เบี้ยประกันภัยปีต่ออายุ (Renewal Year Premium) ยังคงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 72 ของเบี้ยประกันภัยรวม สื่อให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการมีหลักประกันความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิต ปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 74,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.57 จากปีก่อน โดยเป็นผลจากผลการรับประกันภัยและรายได้จากการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 4.49 ล้านล้านบาท โดยยังคงลงทุน ในพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 61 ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด สะท้อนถึงเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงิน องธุรกิจประกันชีวิตไทย</p>
<p>ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย เมื่อพิจารณาประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จำนวน 142,952 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 31,771 ล้านบาท ประกันภัยเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับทรัพย์สิน (IAR &amp; Property) จำนวน 30,315 ล้านบาท ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จำนวน 20,648 ล้านบาท และประกันสุขภาพ จำนวน 19,419 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประกันภัยรถยนต์ยังคงเป็นกลุ่มประกันภัยที่มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยสูงที่สุดของธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ขณะที่ประกันสุขภาพและ  ประกันอุบัติเหตุมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การเตรียมความพร้อมรองรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิดในชีวิตประจำวันมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยยังคงเติบโตจากความต้องการความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประกันสุขภาพ (Health) ที่เติบโตร้อยละ 19.75 ประกันภัยการเดินทาง (Travel) เติบโตร้อยละ 15.49 และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Accident AH) เติบโตร้อยละ 6.76 ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ ความต้องการความคุ้มครองด้านประกันภัยมีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนกรมธรรม์ใหม่ของธุรกิจประกันวินาศภัยเพิ่มขึ้นเป็น 80.55 ล้านกรมธรรม์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.08 ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 11,677 ล้านบาท แม้ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 25.20 แต่ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์ลงทุนรวม จำนวน 350,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 0.68 และยังคงเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง อาทิ พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก และหุ้นกู้</p>
<p>ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจประกันภัยไทยในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพและความสามารถในการปรับตัวของ  ภาคธุรกิจประกันภัยไทย ท่ามกลางความเสี่ยงและบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน คปภ. จะมีการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาระบบประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง โปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการด้านความคุ้มครองของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) ที่มุ่งยกระดับ ระบบประกันภัยไทยให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลขาธิการ คปภ. ลงพื้นที่เร่งด่วน เหตุรถไฟชนรถโดยสารย่านมักกะสัน</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44565/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 May 2026 13:04:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟชนรถโดยสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[เลขาธิการ คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44565</guid>

					<description><![CDATA[นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมก [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง บริเวณทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก–ดินแดง ช่วงแยกพระราม 9 ถึงแยกอโศกเพชร แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้รถโดยสารประจำทางทะเบียน 12-5641 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนตอม่อ     ทางด่วนและเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 30 ราย รวมทั้งมีรถยนต์ได้รับความเสียหายจำนวน 6 คัน หัวรถจักรได้รับความเสียหายจำนวน 1 หัว และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายจำนวน 5 คันโดยมี นายรติ พิมพ์สมาน ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ.ร่วมลงพื้นที่        เพื่อติดตามสถานการณ์และอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยแก่ผู้ประสบเหตุอย่างใกล้ชิด</p>
<p>ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ เลขาธิการ คปภ. ได้หารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบเหตุ  ในทุกมิติ โดยในส่วนของสำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ พร้อมอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์ประกันภัยแก่ผู้บาดเจ็บและทายาทผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่า รถโดยสารประจำทางคันดังกล่าวได้จัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และประกันภัยภาคสมัครใจกับ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าไปดูแล และช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ พร้อมดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาล และเงินช่วยเหลือตามสิทธิและเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้บาดเจ็บและทายาทผู้เสียชีวิตโดยเร็วที่สุด</p>
<p>นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมว่าผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีการทำประกันภัยประเภทอื่นไว้ด้วยหรือไม่ อาทิ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือประกันภัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประสบภัยและทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยอย่างครบถ้วน โดยหากตรวจสอบพบว่ามีการทำประกันภัยเพิ่มเติม ก็จะได้รับความคุ้มครองและค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขและรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัยทุกประการ</p>
<p>สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยสำนักงาน คปภ.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โรงพยาบาล และบริษัทประกันภัย เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต รวมถึงเร่งอำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยแก่ผู้ประสบเหตุและทายาทอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากผู้ประสบเหตุหรือทายาทมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย สามารถติดต่อสำนักงาน คปภ. หรือ  สายด่วน คปภ. 1186 โดยสำนักงาน คปภ. ยืนยันว่าจะกำกับดูแลและประสานการช่วยเหลือด้านประกันภัย เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึงต่อไป</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ. ลงพื้นที่เชียงใหม่ รับฟังปัญหาอนุญาโตตุลาการประกันภัย ยกระดับมาตรฐานระงับข้อพิพาทให้เป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44419/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 May 2026 18:08:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44419</guid>

					<description><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดการและประชุมเพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท ด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม Meliá Chiang Mai จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานเปิดการสัมมนา  พร้อมด้วย นางสาวชัชวริน โชติชูตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการ สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ อนุญาโตตุลาการ และเจ้าหน้าที่ สำนักงาน คปภ. เข้าร่วม</p>
<p>รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการสัมมนาอนุญาโตตุลาการ ประจำปี 2569 โดยกำหนดให้มีการลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท ณ สถานที่ทำการอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน คปภ. ในส่วนภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการด้านกฎหมายประกันภัย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการยื่นคำเสนอข้อพิพาทภายหลังพ้นกำหนดอายุความ และแนวทางการพิจารณค่าสินไหมทดแทน เพื่อนำไปปรับใช้ในกระบวนการพิจารณาและจัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทด้านประกันภัยให้มีมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันมีผู้เสียหายภายใต้สัญญาประกันภัยยื่นข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของการระงับข้อพิพาททางเลือกให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ และผู้มีส่วนได้เสียตามสัญญาประกันภัย</p>
<p>สำหรับสำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 18 จังหวัด ถือเป็นพื้นที่ที่มีการยื่นข้อพิพาท เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สำนักงาน คปภ. มีการสัมมนารับฟังปัญหาอุปสรรคในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้ว แต่จากการดำเนินงานยังคงพบประเด็นปัญหา ข้อซักถาม และอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องหารือร่วมกับส่วนกลางอยู่เป็นระยะ จึงจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เกิดมาตรฐานเดียวกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอยู่เป็นระยะ ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก ท่านอาจารย์ธวัชไชย สนธิวนิช ท่านอาจารย์สหธน รัตนไพจิตร และผู้ช่วยศาสตราจารย์อุดม งามเมืองสกุล ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของอนุญาโตตุลาการและพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. โดยประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการสัมมนาในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะนำไปวิเคราะห์และใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดเนื้อหาในการจัดสัมมนาอนุญาโตตุลาการ ประจำปี 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป</p>
<p>จากนั้น รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ พร้อมด้วยผู้ช่วยเลขาธิการ สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และ คณะผู้บริหารสำนักงาน คปภ. ได้เข้าตรวจเยี่ยมและหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นย้ำนโยบายของสำนักงาน โดยเฉพาะในเรื่องการลดข้อร้องเรียนโดยขอความร่วมมือให้บริษัทส่งเรื่องที่ไม่สามารถยุติได้ไปยังหน่วยทบทวนเรื่องร้องเรียนภายในของบริษัททุกเรื่องเพื่อทบทวนการพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งเน้นย้ำเรื่องการดำเนินการตามมาตรฐานกรอบระยะเวลาการให้บริการของบริษัท (SLA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อธุรกิจประกันภัย นอกจากนี้ยังมีการรับฟังความคิดเห็น แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทตลอดจนประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจประกันภัยในพื้นที่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบประกันภัย การกำกับดูแล และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p>“สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงานด้านคุ้มครองสิทธิประโยชน์และกระบวนการอนุญาโตตุลาการด้านประกันภัย อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัย และทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะยาว” รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ กล่าวในตอนท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ. ประชุมภาคธุรกิจประกันภัย ขับเคลื่อน 4 มาตรการหลัก ยกระดับระบบประกันภัยรถภาคบังคับ ดันดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมความคุ้มครองตรงรอบภาษีรถ</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/44309/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 09:48:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[oic]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=44309</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดการประชุมหารือแนวทางการยกระดับมาตรการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของระบบประกันภัยรถภาคบังคับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของภาคธุรกิจประกันภัยให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยมี นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงาน คปภ. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัยทุกแห่งเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ</p>
<p>นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบประกันภัยรถภาคบังคับทั้งระบบผ่านประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระบบฐานข้อมูลประกันภัย การผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดการใช้เอกสาร การปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านความคุ้มครองให้สอดคล้องกับการใช้งานรถจริง ตลอดจนการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการประชาชนให้มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้</p>
<p><strong>ประเด็นที่ </strong><strong>1 การยกระดับมาตรการนำส่งข้อมูลการรับประกันภัยเข้าสู่ระบบ CMIS</strong> ที่ประชุมได้หารือแนวทางการยกระดับการนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบรายงานข้อมูลประกันภัยรถภาคบังคับ (CMIS) ให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงาน ด้านสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการชำระภาษีรถประจำปี การตรวจสอบสถานะการมีประกันภัย และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ตั้งเป้าหมายให้  ทุกบริษัทสามารถนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ CMIS ได้แบบ Real time 100% ภายในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 พร้อมแจ้งให้ บริษัทประกันภัยทุกแห่งรับทราบแนวทางและถือปฏิบัติตามมาตรฐานการนำส่งข้อมูลอย่างเคร่งครัด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ</p>
<p><strong>ประเด็นที่ </strong><strong>2 แนวทางการลดการนำส่งกรมธรรม์ประกันภัยในรูปแบบกระดาษให้แก่ผู้เอาประกันภัย</strong> โดยได้หารือถึง   แนวทางการผลักดันการใช้กรมธรรม์ประกันภัยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยปัจจุบันบริษัทประกันภัยทั้ง 35 แห่งที่จำหน่ายประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) สามารถออกกรมธรรม์ในรูปแบบ e-Policy และนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ Custodian ได้ครบ 100% ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2569 มีการออก e-Policy แล้วกว่า 14 ล้านกรมธรรม์ สำนักงาน คปภ. จึงผลักดันให้ภาคธุรกิจประกันภัยปรับระบบการดำเนินงานและส่งมอบ e-Policy เป็นช่องทางหลัก เพื่อลดต้นทุนด้านเอกสาร การจัดส่ง และการบริหารจัดการเอกสาร         พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ขอให้บริษัทประกันภัยจัดทำแผนการลดการนำส่งกรมธรรม์แบบกระดาษ และจัดส่งแผนดังกล่าวให้สำนักงาน คปภ. ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดการใช้กระดาษในภาคธุรกิจประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>ประเด็นที่ </strong><strong>3 ร่างคำสั่งนายทะเบียนเกี่ยวกับการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย และการกำหนดระยะเวลาความคุ้มครองประกันภัยให้ตรงกับรอบชำระภาษีรถประจำปี</strong> สำนักงาน คปภ. ได้หารือร่วมกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อยกระดับการกำกับดูแลรถที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนให้มีความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมออกคำสั่งนายทะเบียน 2 ฉบับ ได้แก่ การกำหนดเงื่อนไขการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ และการกำหนดให้ระยะเวลาความคุ้มครองสอดคล้องกับรอบการชำระภาษีรถประจำปี เพื่อให้รถทุกคันมีความคุ้มครองต่อเนื่องตลอดอายุภาษีรถ ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law Portal) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างรอบด้าน พร้อมเชิญชวนให้บริษัทประกันภัยร่วมเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่กำหนดสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>ประเด็นที่ </strong><strong>4 การขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569</strong><br />
ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ต่อยอดจากโครงการพื้นที่ต้นแบบในปี 2568 สู่การพัฒนาเป็นรูปแบบเชิงระบบ (Systemic Model) ที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้ขยายพื้นที่ต้นแบบเพิ่มเติมในจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี  เพื่อพัฒนา “ชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย” และสร้างมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความสูญเสียและยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนให้ ภาคธุรกิจประกันภัยร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งในด้านข้อมูล การสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สอดคล้องกับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่</p>
<p>“การประชุมร่วมกันครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ในการขับเคลื่อนมาตรการยกระดับระบบประกันภัยรถภาคบังคับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการหารือและรับทราบแนวทางการดำเนินงาน มาตรการ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานของแต่ละ  บริษัทประกันภัยทุกแห่งให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนต่อระบบประกันภัยของประเทศในระยะยาว” นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ กล่าวในตอนท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คปภ. เดินหน้าลดข้อพิพาทประกันภัยเชิงรุก จัดประชุมร่วมธุรกิจชีวิต– วินาศภัย ครั้งที่ 1/2569</title>
		<link>https://www.businessownertv.com/43996/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin-au]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:57:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวคปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงาน คปภ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.businessownertv.com/?p=43996</guid>

					<description><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน [...]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้จัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการลดข้อร้องเรียนด้านการประกันภัย ครั้งที่ 1/2569 โดยประชุมร่วมกับบริษัทประกันวินาศภัย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และบริษัทประกันชีวิต เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจประกันภัย ในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ ลดปริมาณ ข้อร้องเรียนและข้อพิพาท ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ให้ได้รับบริการด้านประกันภัยอย่างโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม   โดยมี นางสาวชัชวริน โชติชูตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการ สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาคทั่วประเทศ และผู้แทนจากบริษัทประกันภัยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง</p>
<p>ผู้ช่วยเลขาธิการ สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญภายใต้แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ที่มุ่งยกระดับระบบประกันภัยไทยให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ (National Risk Buffer)” โดยปรับแนวคิดจากการแก้ไขปัญหา “ปลายน้ำ” ไปสู่ “การป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ” ผ่านการยกระดับมาตรฐานการจัดการเรื่องร้องเรียนของบริษัทประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงประเด็นปัญหาสำคัญของทั้ง 2 ธุรกิจ โดยในส่วนของประกันวินาศภัย พบว่าข้อร้องเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าสินไหม เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ รวมถึงกรณีภัยพิบัติ ซึ่งมีปัญหาทั้งด้านความเข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์ ระบบงานภายใน และความล่าช้าในการชดใช้ค่าสินไหม ขณะที่ประกันชีวิต พบประเด็นข้อร้องเรียนสำคัญเกี่ยวกับเงื่อนไขกรมธรรม์ การบอกเลิกสัญญา และกระบวนการขายและการให้ข้อมูลของตัวแทนประกันชีวิต</p>
<p>ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดมาตรการสำคัญในการลดข้อพิพาทร่วมกัน ได้แก่ การให้บริษัทกำหนดตัวชี้วัด (KPI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการเรื่องร้องเรียน เช่น การกำหนดให้มีหน่วยงานทบทวนภายในก่อนยกระดับเรื่องร้องเรียน การกำหนดมาตรฐานระยะเวลาให้บริการ (SLA) ให้มีกรอบระยะเวลาในการให้บริการในแต่ละขั้นตอนที่รวดเร็วกว่าที่ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง มาตรฐานกรอบระยะเวลาสำหรับการให้บริการ Service Level Agreement (SLA) ของ     บริษัทประกันภัย พ.ศ. 2567 กำหนด เพื่อป้องกันความล่าช้า การพัฒนาระบบการสื่อสารและความเข้าใจทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่และประชาชน และการกำหนดแนวทางปฏิบัติกลาง โดยเฉพาะกรณีสินไหมจากภัยพิบัติ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ</p>
<p>นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ยกระดับการกำกับดูแลด้านพฤติกรรมทางการตลาด โดยใช้แนวทางกำกับตามความเสี่ยงมุ่งเน้น 4 กระบวนการหลัก ได้แก่ การเสนอขาย การรับชำระเบี้ย การจัดการสินไหม และการจัดการเรื่องร้องเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุของข้อร้องเรียนกว่าร้อยละ 95 เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบประกันภัย พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานผ่านระบบทางด่วนประกันภัย (ISC) การส่งเสริมกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยบุคคลภายนอก และการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ข้อพิพาทได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และลดภาระของประชาชนในการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยการประชุมร่วมกันในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยทั้งระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการลดข้อร้องเรียน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัยของประเทศ อันจะนำไปสู่การให้บริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
