ข้อมูลจากรายงาน “Thailand Country Aging Report: A Contract Across Generations” โดยกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged Society) ภายในปี พ.ศ. 2576 โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรที่รวดเร็วอย่างยิ่งในเวลาเพียง 18 ปี จากระดับเริ่มสูงวัยจนถึงระดับสูงวัยแบบสมบูรณ์ [1]
นอกจากความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรแล้ว ในมิติด้านสุขภาพ รายงานฉบับดังกล่าวยังสะท้อนข้อมูลจากการตรวจคัดกรองสมรรถภาพร่างกายผู้สูงอายุจำนวน 7.7 ล้านคนของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า “ปัญหาสายตาและการมองเห็น” เป็นภาวะความเสื่อมถอยอันดับ 1 ที่พบในผู้สูงอายุไทย สูงถึงร้อยละ 27 ตามด้วยปัญหาสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 25 และความเสี่ยงต่อการหกล้ม ร้อยละ 17 [2]
ความเสื่อมถอยด้านสายตานี้ไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยผลการศึกษาวิจัยทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขโดย สถาบันวิจัย WifOR (WifOR Institute) เปิดเผยว่า โรคจอตาเรื้อรัง ซึ่งครอบคลุมทั้ง โรคจุดภาพชัดที่จอตาบวมน้ำจากเบาหวาน (Diabetic Macular Edema: DME) ในกลุ่มวัยทำงาน และ โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมแบบเปียก (Wet Age-related Macular Degeneration: nAMD) ในผู้สูงอายุ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท (1.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2570 คิดเป็นจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (DALYs) รวมกว่า 235,539 ปี
ที่สำคัญ จากการศึกษาภาพรวมใน 11 ประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ยังพบว่า นอกจากการสูญเสียผลิตภาพแรงงาน (Paid Work Loss) แล้ว สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 44 ของผลกระทบทางสังคมเกิดจากภาระงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและการดูแลของครอบครัว (Unpaid Caregiver Burden) เมื่อสมาชิกในวัยทำงานจำเป็นต้องลดชั่วโมงการทำงานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ดี ข้อมูลบรรทัดฐานระดับสากล (Global Benchmark) จาก IAPB และ WifOR ยืนยันว่า การลงทุนในสุขภาพตาทุกๆ 35.7 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้สูงถึงประมาณ 1,000 บาท (28 ดอลลาร์สหรัฐ) [3]
นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ และอาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ว่า “ในอดีต ผู้สูงอายุและคนไข้โรคจอตาจำนวนมากต้องสูญเสียการมองเห็นอย่างน่าเสียดายเนื่องจากขาดเทคโนโลยีคัดกรองและทางเลือกการรักษาที่จำกัด แต่ในปัจจุบัน วงการจักษุวิทยาไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก เรามี AI ช่วยคัดกรองภาพถ่ายจอตาและเครื่องสแกน OCT ความละเอียดสูงที่ช่วยให้ตรวจพบโรคจอตาเสื่อมแบบเปียก (nAMD) ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนสายตาเสียหายถาวร ซึ่ง AI มีส่วนช่วยแพทย์ให้สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้นและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับคนไข้ในแต่ละราย นวัตกรรมการรักษาแบบปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่องจะเข้ามาช่วยลดภาระความถี่ในการเดินทางมาโรงพยาบาลของคนไข้และครอบครัวได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือแม้คนไข้จะมีอาการดีขึ้นแล้วหลังจากได้รับการรักษา คนไข้ก็ยังคงต้องมารับยาตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงสภาวะการมองเห็นไว้”
ด้านมุมมองจากผู้รับการรักษา คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ในฐานะคนไข้โรค nAMD ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่า “ในฐานะผู้บริหารองค์กร การใช้สายตาในการวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารองค์กรเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน เมื่อเริ่มมีอาการสายตาพร่ามัวจากโรคจอประสาทตาเสื่อม nAMD ยอมรับว่าส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก แต่การได้รับการตรวจคัดกรองและเข้าสู่การรักษาตั้งแต่ระยะแรก (Early Detection) ทำให้ผมยังคงนำทีมองค์กร ทำประโยชน์ให้สังคม และใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างปกติ และช่วยคงศักยภาพในการทำงาน ผมจึงคาดหวังว่านวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ ที่ช่วยลดระยะเวลาการมาโรงพยาบาลจะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น”

ขณะที่ ดร.แมทธิว โคทส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายว่า “รายงาน WifOR สะท้อนชัดเจนว่าโรคจอตาเรื้อรังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท (1.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันเปลี่ยนมุมมองจากการมองสาธารณสุขเป็น ‘ค่าใช้จ่าย’ มาเป็นการ ‘ลงทุนในทุนมนุษย์’ (Health-to-Wealth) เพราะข้อมูลยืนยันว่าทุกๆ 35.7 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) ที่ลงทุนในสุขภาพตา จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนมาถึงประมาณ 1,000 บาท (28 ดอลลาร์สหรัฐ) โรช ไทยแลนด์ มีความมุ่งมั่นที่จะจับมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI คัดกรองโรคตาไปยังต่างจังหวัด พร้อมนำเสนอนวัตกรรมการรักษาแบบปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”
ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้ง 3 ท่านได้ร่วมกันสรุปมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพตาในยุคสังคมสูงวัย โดยเน้นย้ำว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศกว่า 6.8 หมื่นล้านบาทสามารถชะลอและป้องกันได้ หากมีการผลักดันยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเชิงรุกร่วมกันใน 4 มิติสำคัญ:
ประการแรก คือ การเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน HealthTech และเทคโนโลยี AI คัดกรองภาพถ่ายจอตา ให้ครอบคลุมตั้งแต่หน่วยบริการปฐมภูมิในชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก (Early Detection) ก่อนเกิดการสูญเสียการมองเห็นถาวร
ประการถัดมา คือ การส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ เช่น เทคโนโลยีการปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Delivery Technology) เพื่อช่วยให้สภาวะจอตาคงที่ มีสภาพการมองเห็นที่ดีในระยะยาว และลดความถี่ในการเดินทางมาโรงพยาบาล ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพชีวิตและการพึ่งพาตนเองของผู้ป่วย แต่ยังช่วยปลดล็อกภาระของสมาชิกในครอบครัววัยทำงาน (Caregivers) ให้สามารถกลับไปทำงานสร้างรายได้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ประการที่สาม คือ การปรับกระบวนทัศน์เชิงนโยบายสู่แนวคิด “Health-to-Wealth” โดยเปลี่ยนมุมมองว่างบประมาณด้านสุขภาพตาไม่ใช่ “ภาระค่าใช้จ่าย” หากแต่คือ “การลงทุนในทุนมนุษย์” ที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคืนสู่สังคมได้สูงถึง 28 เท่า
และประการสุดท้าย คือ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตา (Health Literacy) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองสายตาเป็นประจำทุกปี พร้อมตระหนักถึงความสำคัญของการมารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องการมองเห็น และขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน




