ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” คือกุญแจสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต พร้อมเร่งส่งเสริมการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยที่รวดเร็ว และการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาจยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงของตนเอง
เนื่องในวันสตรีสากล (International Women’s Day: IWD) โรช ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อการรณรงค์เป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Give to Gain” ประจำปี 2569 เพื่อสะท้อนช่องว่างสำคัญในการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงทีของผู้หญิงในประเทศไทย พร้อมจัดเวทีเสวนาที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ตัวแทนผู้ป่วย และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและย้ำถึงความสำคัญของการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม เพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้หญิงไทย
ทั้งนี้ ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปีมีแนวโน้มการเกิดโรคและเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งส่งเสริมการตรวจคัดกรองและการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงอายุน้อยที่อาจยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงของตนเอง

ประเทศไทยมีอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอายุ 15–39 ปี สูงที่สุดอยู่ที่ 11.78 รายต่อประชากรผู้หญิง 100,000 คน รองลงมาคือสิงคโปร์ (8.46) และมาเลเซีย (7.64)


แม้มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยมีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ 37.8 รายต่อประชากรผู้หญิง 100,000 คน แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังคงได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลาม ส่งผลให้ทางเลือกในการรักษามีจำกัดและกระทบต่อโอกาสรอดชีวิต โดยในปี 2563 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ถึง 22,158 ราย และมีการคาดการณ์ว่าอัตราการเกิดโรคในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นอีก 20.9% ภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ในขณะเดียวกัน มะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ยังคงเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข โดยมีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ 16.4 รายต่อประชากรผู้หญิง 100,000 คน จากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ 9,158 รายในปี 2563 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12.5% เป็น 10,299 ราย ภายในปี 2573 ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที
งานเสวนา “Give to Gain” ของโรชในครั้งนี้ สะท้อนถึงความจำเป็นของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในทุกภาคส่วนของระบบสาธารณสุข ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้และการตรวจคัดกรอง ไปจนถึงการเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพจำเป็นต้องพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยในทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความก้าวหน้าในการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีในเวลาที่จำเป็น
การเสวนาครั้งนี้ยังสะท้อนเป้าหมายร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งการเพิ่มการรับรู้และการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การพัฒนานวัตกรรมด้านการตรวจคัดกรองและการรักษา ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ผู้หญิงไทยสามารถได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง
อ.นพ.กรวิชญ์ เกริกอาชาชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า “แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มขยายสิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งฟรีภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2568 โดยเฉพาะการตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์สำหรับผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่น่ากังวลคือโรคนี้เริ่มพบในผู้หญิงอายุน้อยมากขึ้น และจากประสบการณ์ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุเพียง 23 ปี จึงอยากขอเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคน แม้จะอายุน้อยกว่า 40 ปี อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกายโดยการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และการตระหนักรู้ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสการรักษา เมื่อพบโรคได้เร็ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และมีผลลัพธ์ในระยะยาวที่ดีขึ้น ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากขึ้น ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทั้งการรักษาแบบมุ่งเป้าและเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง กำลังช่วยเปลี่ยนแปลงการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง และทำให้ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ตลอดกระบวนการรักษาและหลังการรักษา”
ในมุมมองของผู้ป่วยคุณนุชวินทร์ บุญสมบัติ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ชนิด HER2 positive ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการเผชิญกับการวินิจฉัยและการรักษาว่า “การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเป็นเรื่องที่ยากที่จะรับมือ แต่การได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม คำแนะนำจากแพทย์ที่เชื่อถือได้ และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ล้วนสร้างความแตกต่างอย่างมากในเส้นทางการรักษา ซึ่งทางเลือกการรักษาในปัจจุบันช่วยสร้างความหวัง และทำให้มีความมั่นใจที่จะก้าวต่อไป อยากให้ผู้หญิงทุกคนอย่าชะลอการตรวจคัดกรองหรือการพบแพทย์ เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของโรคได้อย่างแท้จริง”
มร.แมทธิว ไซมอน โคตส์ ผู้จัดการทั่วไป โรช ประเทศไทย เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว กล่าวว่า “เนื่องในวันสตรีสากลปีนี้ เราตระหนักว่าการยกระดับสุขภาพของผู้หญิงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยโรชมุ่งมั่นในการส่งเสริมการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขยายการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษา และทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ภาครัฐ และชุมชน เพื่อให้ผู้หญิงในประเทศไทยสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีคุณภาพได้”
โรช ประเทศไทย เดินหน้าสนับสนุนระบบสาธารณสุขของไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์ ภาครัฐ และพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขยายการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษา และยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยทั่วประเทศ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “Cancer Care Connect” ที่มุ่งสนับสนุนผู้หญิงไทย รวมถึงผู้หญิงวัยทำงานทั้งอายุต่ำกว่าและมากกว่า 40 ปี ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรอง และสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมเพื่อการตรวจพบมะเร็งได้อย่างทันเวลา
นอกเหนือจากนี้ โรช ไดแอกโนสติกส์ ประเทศไทย ยังได้ดำเนินโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย (TGCS) สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย (TCS) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) ซึ่งหนึ่งในโครงการสำคัญคือ “สัปดาห์ตรวจสุขภาพสตรีแห่งชาติ” (12–19 สิงหาคม) ที่รณรงค์ให้ผู้หญิงทุกคนให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผ่านการตรวจ HPV DNA ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกและเป็นส่วนตัว ช่วยลดข้อกังวลด้านความกลัวหรือความเขินอาย พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองในกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ และสนับสนุนการบูรณาการเข้าสู่ระบบการดูแลรักษามาตรฐานของประเทศ
เดือนสตรีสากลในปีนี้ สะท้อนถึงความเชื่อของโรชว่า เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน ทั้งในด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือ จะช่วยให้ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม และมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนัยว่าเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสุขภาพของผู้หญิงในประเทศไทย

