เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อสรุปภาพรวมการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะต่อไป ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกันภัย และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของระบบประกันภัยในการบริหารความเสี่ยงภัยของประเทศ และ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) กล่าวสรุปภาพรวมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ” โดยมีนายสุรินทร์ ตนะศุภผล ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกลยุทธ์องค์กร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นายกสมาคมประกันชีวิตไทย นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยและประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน นายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงาน คปภ. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย และสื่อมวลชน จำนวนประมาณ 300 คน ณ โรงแรม Grande Centre Point Prestige Bangkok
การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเกิดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงาน คปภ.ได้ถ่ายทอดทิศทางการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ตาม แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างต่อเนื่องจากแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2564 – 2568) ที่สิ้นสุดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ แผนฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ ท่ามกลางบริบทความเสี่ยงใหม่และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางและบทบาทของระบบประกันภัยในการรองรับความเสี่ยงของประเทศอย่างชัดเจน นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของระบบประกันภัยในการบริหารความเสี่ยงภัยของประเทศ” โดยมีใจความสำคัญว่า แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) จัดทำขึ้นภายใต้บริบทที่ประเทศและโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงใหม่ ภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของระบบประกันภัยให้เป็นกลไกสำคัญในการซึมซับแรงกระแทกจากความเสี่ยง และเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ได้ยกระดับจากแผนเชิงตั้งรับไปสู่ แผนเชิงรุก โดยมีหัวใจสำคัญคือ ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ครอบคลุมการสร้างระบบประกันภัยที่มีความมั่นคงและยืดหยุ่น การรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ การส่งเสริมการเข้าถึงการประกันภัยอย่างทั่วถึง และการพัฒนาระบบนิเวศข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับนี้ว่า ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เกิดวิกฤตการณ์ ประกันภัยจะทำหน้าที่ในการลดแรงกระแทก ทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นเพื่อเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน และเวทีในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนฯ ให้ไม่เป็นเพียงหนังสือเล่มสวยที่วางอยู่บนหิ้ง แต่เป็นแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยจะทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนในการบริหารความเสี่ยงของภาครัฐเพื่อยกระดับระบบประกันภัยไทยให้สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงภัยของประเทศ และเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
จากนั้นเป็นการนำเสนอ “ทิศทางและสาระสำคัญของแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5” โดย นางสาวสิริพักตร์ สุวรรณทัต ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์และบริหารความเสี่ยง และ การนำเสนอ “การขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัยสู่การปฏิบัติ” โดยได้รับเกียรติจากรองเลขาธิการแต่ละด้าน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ของสำนักงาน คปภ. ได้แก่ นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย และ นางสาวชญานิน เกิดผลงาม รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี รวมถึง นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงาน คปภ. ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชิงปฏิบัติและสะท้อนบทบาทการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) ให้เชื่อมโยงกับภารกิจของแต่ละสายงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับความรู้และการเข้าถึงการประกันภัยของประชาชนในระดับพื้นที่ การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพของคนกลางประกันภัย การกำกับความมั่นคงทางการเงิน การเสริมสร้างธรรมาภิบาล การดำเนินมาตรการเชิงป้องกันการเกิดฉ้อฉลประกันภัย การคุ้มครองผู้บริโภค และการบังคับใช้กฎหมายที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐานการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยผ่านการสร้างระบบนิเวศดิจิทัล ตลอดจนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี เพื่อรองรับความเสี่ยงใหม่ ภัยขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และเสริมสร้างเครือข่ายผ่าน Insurance Community
โดยในช่วงท้าย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวสรุปเพิ่มเติมว่า หากมองย้อนกลับไปในแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 ประเทศไทยได้ร่วมกันวางรากฐานสำคัญด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม บริบทของโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มิได้เป็นเพียงแผนต่อเนื่อง แต่เป็น “วิวัฒนาการเชิงโครงสร้าง” ของระบบประกันภัยไทย ที่ยกระดับจากการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระดับประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งหากแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 มุ่งเน้นการสร้างบริษัทประกันภัยที่ทันสมัย แผนฉบับที่ 5 จะมุ่งสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน” (Data Ecosystem) อย่างเป็นรูปธรรม และจากเดิมที่การกำกับดูแลเน้นรายบริษัท แผนฉบับที่ 5 ได้ยกระดับไปสู่การกำกับดูแลแบบมองภาพรวมกลุ่มธุรกิจ (Group-wide Supervision) เพื่อปิดช่องว่างความเสี่ยงเชิงระบบอย่างครบวงจร ที่สำคัญที่สุดแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ได้ปรับบทบาทของระบบประกันภัยไทยจากการเป็น “ทางเลือก” ให้กลายเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงขนาดใหญ่ในระยะยาวอย่างยั่งยืน
สำนักงาน คปภ. ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจากทุกสายงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งทีมบุคลากรศักยภาพสูงจากทุกภาคส่วน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนามาตรการเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้แผนฉบับนี้มีความครบถ้วน ครอบคลุม และสามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ดำเนินการภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ Stability มุ่งสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัย ผ่านมาตรฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มธุรกิจ และการบูรณาการหลัก ESG เป็นแกนกลาง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลและลดต้นทุนความเสี่ยงของภาคธุรกิจ
- ยุทธศาสตร์ Resilience ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการตั้งรับภัยพิบัติ ไปสู่การใช้แบบจำลองความเสี่ยงขั้นสูง (Advanced Risk Modelling) เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และรองรับความเสียหายจากภัยขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยุทธศาสตร์ Inclusion มุ่งผลักดันให้การประกันภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานอิสระ เกษตรกร หรือกลุ่มเปราะบาง
- ยุทธศาสตร์ Technology & Data-Driven ขับเคลื่อนนโยบาย Open Insurance ส่งเสริมการใช้ e-Policy และเทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับดูแล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบประกันภัยไทยในระยะยาว
“หากมองไปข้างหน้าในระยะ 5 ปี เมื่อแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 บรรลุผล ประเทศไทยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบบประกันภัยไทยจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงที่ประชาชน ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และอุตสาหกรรมประกันภัยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data-Driven Hub) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ พร้อมยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน (ESG) ในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ไม่ใช่แผนของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแผนที่ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยสำนักงาน คปภ.พร้อมทำงานเชิงรุก เดินร่วมกับทุกภาคส่วน และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนฉบับนี้สร้างความมั่นคง ความเชื่อมั่น และคุณค่าให้กับประชาชนและประเทศอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

