KCG โชว์ฟอร์มแกร่ง ปี 68 กำไรโต 24% ยอดขายทะลุ 8.6 พันลบ. ทำสถิติสูงสุดปีที่ 4 ติดต่อกัน

KCG ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 กำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท เติบโต 24.0% YoY ยอดขาย 8,645.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% YoY ทั้งยอดขายและกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยยอดขายทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำจุดยืนของบริษัทฯ ในฐานะตัวเลือกอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน พร้อมเสนอจ่ายเงินปันผลรอบผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.51 บาท ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจาก 0.41 บาท ในปีก่อน

นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดเผยยอดขายและกำไรในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายเพิ่มขึ้นในทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการ (B2B) ช่องทางการขายให้ผู้บริโภค (B2C) และการส่งออก ในขณะที่กำไรเติบโตแรง จากประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตมีประสิทธิภาพ แม้ภาพรวมราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น และเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.51 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 55.2% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งบริษัทฯ จ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.41 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 55.1% โดยจะมีการนำเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 เมษายน 2569 ต่อไป

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว แม้เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่ายหลัก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การขยายตลาดต่างประเทศ และการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ทั้งนี้ แนวโน้มราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยในปี 2569 แนวโน้มค่อนข้างทรงตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ในขณะที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงสายการผลิตและขยายกำลังการผลิต ผลิตภัณฑ์เนยเสร็จสิ้นแล้วในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เนยเพิ่มขึ้นจาก 18,596 ตัน เป็น 23,261 ตันต่อปี นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนลงทุนในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มระบบ Automation เพิ่มขึ้น เช่น ระบบสายพานลำเลียงอัตโนมัติ (Conveyor) และระบบหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้า (Robotic Palletizer) รวมถึงการติดตั้งระบบอนุรักษ์ความร้อน การติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติม ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ยอดขาย การบริหารสินค้าคงคลัง และการวางแผนและบริหารกำลังคนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถควบคุมและบริหารค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากรางวัลสำคัญด้านความยั่งยืนจากหน่วยงานต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้รับโดยในปี 2568 ดังนี้ (1) ได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance Report for Thai Listed Companies: CGR) ระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ประจำปี 2568 รวมถึงติดอันดับ Top Quartile ของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 3,001–10,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (2) ได้รับการประเมินผลหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AAA (3) ได้รับรางวัล SET Awards 2025 ประเภทรางวัล Commended Supply Chain Management Awards กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence (4) ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยสถาบันไทยพัฒน์ (5) ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย ปีที่ 23 ประจำปี 2568 และ (6) ได้คะแนนการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 100 คะแนนเต็ม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association) ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน นายดำรงชัยสรุป

Share this post