IHG Hotels & Resorts ชูไทย “ดินแดนแห่งโอกาส” เดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมต่อเนื่อง

IHG Hotels & Resorts (IHG) หนึ่งในบริษัทโรงแรมชั้นนำระดับโลก ประกาศวิสัยทัศน์ชูประเทศไทยเป็น ดินแดนแห่งโอกาส พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และในอนาคต

คุณเอลี มาลูฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IHG Hotels & Resorts ในโอกาสการเดินทางเยือนประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศไทยว่า นับตั้งแต่การเปิดตัวโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยอย่าง ฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท ภูเก็ต เมื่อปี พ.ศ. 2530 IHG ได้เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างมั่นคง จนปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วถึง 40 แห่ง และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 39 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้ IHG สามารถขยายพอร์ตโฟลิโอในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ในปีที่ผ่านมา โรงแรมในเครือ IHG ยังได้สร้างงานใหม่กว่า 500 ตำแหน่งในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมงาน จนปัจจุบันมีบุคลากรรวมกว่า 6,000 คน ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงแรมทั่วประเทศ

คุณเอลี ได้กล่าวว่าแม้ในปีที่ผ่านมาทั่วโลกจะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคในหลายด้าน แต่ประเทศไทยยังคงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกที่ครองใจนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเหนียวแน่น “ปีนี้จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ IHG ในประเทศไทย ซึ่งเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า เป็นดินแดนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 36 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเดินทางภายในประเทศกว่า 205 ล้านครั้ง เราพร้อมขานรับพันธกิจนี้ด้วยการขยายทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทาง โดยเราจะต่อยอดความสำเร็จของพอร์ตโฟลิโอในกลุ่ม Luxury & Lifestyle เพื่อตอบสนองความต้องการการเข้าพักที่เน้นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในเซกเมนต์พรีเมียมและกลุ่ม Mainstream ซึ่งในปีนี้ เรามีแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 5 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ Hotel Indigo, Crowne Plaza และ Holiday Inn Express”

การขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเจ้าของโรงแรมที่มีต่อศักยภาพในระยะยาวของประเทศไทย รวมถึงความมั่นใจในแบรนด์ของเราด้วยเช่นกัน โดยเรายังคงเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนห้องพักในกรุงเทพฯ ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ห้องในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้นกว่า 83,000 ห้อง “ในขณะเดียวกัน เจ้าของโรงแรมจำนวนมากต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนปรับโฉมและรีแบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ในระยะยาว โดยเรามุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนท้องถิ่นเพื่อขยายเข้าสู่จุดหมายปลายทางใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ IHG ยังคงมุ่งมั่นประสานความร่วมมือกับภาครัฐ พันธมิตรในอุตสาหกรรม และเจ้าของโรงแรม เพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหยัดในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน” คุณเอลี กล่าว

คุณเอลี มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างอยู่ทุกแห่งทั่วภูมิภาค พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ของ IHG ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว “ถึงแม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลก แต่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในปี 2568 โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญเป็นแรงขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การเติบโตของจำนวนประชากร และการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง นอกจากนี้ ความต้องการเดินทางภายในภูมิภาคยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเส้นทางบินระหว่างประเทศที่หนาแน่นที่สุดในโลก 10 อันดับแรกในปีที่ผ่านมา พบว่าอยู่ในภูมิภาคนี้ถึง 7 อันดับ ซึ่งรวมถึงเส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง ที่ติดอยู่ในอันดับที่ 7 ด้วยเช่นกัน” เราคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งในปีนี้และต่อเนื่องไปในอนาคต ซึ่ง IHG มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการเติบโตนี้

คุณเอลี อธิบายเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ IHG เดินหน้าขยายการเติบโตของทุกแบรนด์ในเครืออย่างต่อเนื่อง เรากำลังมุ่งเฟ้นหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจให้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์การเข้าพักของผู้ใช้บริการ ณ โรงแรมในเครือกว่า 6,800 แห่งทั่วโลกให้เหนือระดับไปอีกขั้น “เรากำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็วในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีอันทรงพลังมาปรับใช้ เพื่อตอบโจทย์ให้แก่ทั้งผู้เข้าพัก เจ้าของโรงแรม และองค์กรของเรา โดยหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของ IHG ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้โรงแรม การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงสุด และการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับแขกผู้เข้าพัก

เราตระหนักดีถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก และช่วยลดภาระงานของทีมงานโรงแรม เพื่อให้พวกเขามีเวลาทุ่มเทให้กับการส่งมอบบริการที่ยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจบริการ โดยทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของระบบการกำกับดูแลและความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารักษาระดับความสำคัญสูงสุดเสมอมา” ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีถึง 20 แบรนด์ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ตลาด IHG จึงมีความพร้อมในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ยอดเยี่ยมและตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลายของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยคุณเอลี กล่าวเสริมว่า “เรายังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Luxury & Lifestyle ซึ่ง IHG มีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมในกลุ่มนี้ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ด้วยจำนวนกว่า 560 โรงแรมใน 80 ประเทศ คุณเอลี กล่าวเสริม

ในประเทศไทย เรามีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมระดับเวิลด์คลาสที่ได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Six Senses, InterContinental, Kimpton, Vignette Collection และ Hotel Indigo ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ครองใจทั้งแขกผู้เข้าพักและได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรเจ้าของโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดการท่องเที่ยวระดับ Luxury มีการเติบโตเกือบ 10% ต่อปี ซึ่งเราพร้อมที่จะร่วมขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าวด้วยแผนการเปิดโรงแรมใหม่ในกลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 38% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทั้งหมดในไทย เพื่อขานรับนโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก”

“นอกจากนี้ตลาด Branded Residences ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวโครงการระดับแลนด์มาร์คถึงสองแห่ง ได้แก่ InterContinental Residences Bangkok Asoke ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยแบบ standalone ภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งแรกของโลก และโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ซึ่งทั้งสองโครงการจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอที่พักอาศัยระดับ Luxury ของเราในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งเน้นการเติบโตในกลุ่มแบรนด์ Mainstream อย่างเต็มกำลัง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของโรงแรมทั้งหมด 40 แห่งในประเทศไทย และมีสัดส่วนสูงถึง 41% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เราเล็งเห็นโอกาสอันสำคัญในการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดในเซกเมนต์นี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่าง Holiday Inn, Holiday Inn Express และ Garner”

คุณเอลี กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันสัดส่วนการเข้ามาดำเนินธุรกิจของแบรนด์โรงแรมนานาชาติในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนมากกว่า 60% สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตของตลาดโรงแรมไทยในระยะยาว ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้าน พอร์ตโฟลิโอโรงแรมกลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอที่เปิดให้บริการแล้ว 43% และมากกว่าหนึ่งในสามของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา  38%

แบ่งสัดส่วนตามเซกเมนต์ในประเทศไทย Luxury & Lifestyle คิดเป็น 43% ของโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว และ 38% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา Mainstream คิดเป็น 50% ของโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว และ 41% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา Premium คิดเป็น 10% ของโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว และ 15% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ขณะที่ในระดับโลก โครงสร้างพอร์ตโฟลิโอโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว ประกอบด้วย Mainstream 68%, Luxury & Lifestyle 8%, Premium 9% และ Suites 12%

 

Share this post